เปิดขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ทำได้ง่าย ๆ

เปิดขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ทำได้ง่าย ๆ ได้ออฟฟิศถูกใจแน่นอน

การเลือกพื้นที่สำนักงานไม่ใช่เพียงการหาที่ตั้งอาคาร แต่คือการลงทุนเพื่อประสิทธิภาพการทำงานและภาพลักษณ์ของธุรกิจ หลายบริษัทจึงเลือกใช้บริการเช่าออฟฟิศกับ JLL ที่ปรึกษาที่มีความเป็นมืออาชีพเพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและป้องกันความผิดพลาดในการเลือกพื้นที่ ช่วยให้องค์กรเข้าถึงตัวเลือกที่หลากหลายและได้รับการดูแลจากทีมงานที่มีข้อมูลเชิงลึก ทำให้มั่นใจได้ว่าพื้นที่ที่เลือกจะสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไปดูกันว่าขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ต้องทำอย่างไรบ้าง

ทำความรู้จักกับ JLL 

JLL ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีประสบการณ์ในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี ให้บริการจัดหาพื้นที่ออฟฟิศให้เช่าครบวงจร มีฐานข้อมูลทำเลศักยภาพที่ครอบคลุมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับไฮเอนด์ หรืออาคารสำนักงานอัจฉริยะ อีกทั้งนังมีการใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานสากลในการคัดสรรพื้นที่ เพื่อให้บริษัททุกขนาดได้รับโซลูชันด้านสถานที่ทำงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ขั้นตอนการเช่าออฟฟิศกับ JLL

 

ขั้นตอนการเช่าออฟฟิศกับ JLL 

JLL ประเทศไทยได้ออกแบบกระบวนการทำงานให้มีความเรียบง่าย โปร่งใส และมีขั้นตอนที่ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจได้รับพื้นที่ทำงานใหม่โดยใช้เวลาและทรัพยากรน้อยที่สุด

1. ติดต่อทีม JLL เพื่อปรึกษา 

ขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ขั้นตอนแรกเริ่มจากการส่งข้อมูลความต้องการพื้นฐาน เช่น ขนาดทีมงาน งบประมาณที่ตั้งไว้ และทำเลที่ต้องการ ทีม JLL จะให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความคุ้มค่า การเช่าออฟฟิศกับ JLL ในขั้นตอนนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของตลาดและตัวเลือกที่ตรงโจทย์ที่สุด ช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะสมออกไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้การวางแผนก้าวต่อไปมีความชัดเจนและประหยัดเวลา

2. เลือกทำเลและประเภทออฟฟิศ 

เรามีตัวเลือกหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามไลฟ์สไตล์ขององค์กร ตั้งแต่ Co-working Space สำหรับธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่น Private Office สำหรับความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงพื้นที่เปล่า (Bare Shell) หรือแบบตกแต่งพร้อมอยู่ (Fully-furnished) ทีมงานของเราจะแนะนำตัวเลือกที่สอดคล้องกับงบประมาณและทิศทางของธุรกิจ โดยพิจารณาจากสิ่งอำนวยความสะดวกในย่านนั้นและโครงสร้างพื้นฐานของอาคารที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานจริง

3. เยี่ยมชมพื้นที่ (Site Visit) 

หลังจากคัดเลือกโครงการที่น่าสนใจแล้ว เราจะพาคุณเข้าเยี่ยมชมพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบสภาพอาคาร สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบอินเทอร์เน็ต และการจัดการห้องประชุม การลงพื้นที่จริงช่วยให้เราประเมินบรรยากาศการทำงาน โดยมีทีม JLL คอยให้ข้อมูลเชิงเทคนิคและคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่นั้นเหมาะสมกับวิสัยทัศน์ขององค์กรและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด

4. ประเมินและเจรจาสัญญา 

เมื่อได้พื้นที่ที่ถูกใจแล้ว ทีมงาน JLL จะเข้ามาช่วยเหลือในส่วนของการต่อรองค่าเช่าและเงื่อนไขสำคัญในสัญญาเช่า ขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ในส่วนนี้มีความสำคัญมาก เพราะเราจะช่วยลดความซับซ้อนด้านข้อกฎหมายและตรวจสอบเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดและป้องกันข้อผูกมัดที่ไม่เป็นธรรม

5. เซ็นสัญญาและเตรียมเข้าใช้ 

หลังจากการทำข้อตกลงและเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว หากคุณเลือกออฟฟิศประเภทพร้อมใช้งาน คุณสามารถเตรียมย้ายเข้าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอตกแต่งเพิ่มเติม JLL จะทำหน้าที่ประสานงานเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานและการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าออฟฟิศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสถานที่ทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและธุรกิจสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด ช่วยลดภาระงานด้านธุรการให้กับทีมงานภายใน

6. บริการหลังการเช่า (Optional / Value-added) 

ความดูแลของ JLL ไม่ได้สิ้นสุดที่การจองพื้นที่ แต่ยังรวมถึงบริการเสริมต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการอาคาร การบำรุงรักษา และการทำความสะอาดที่เป็นระบบ บริการเหล่านี้ช่วยให้การบริหารจัดการออฟฟิศมีความเป็นมืออาชีพ ลดภาระของบริษัทในการดูแลงานด้านสถานที่ และเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดอายุสัญญาเช่า

ข้อดีของการเช่าออฟฟิศกับ JLL

 

ข้อดีของการเช่าออฟฟิศกับ JLL ผ่านขั้นตอนง่าย ๆ 

การมีระบบการจองที่ชัดเจนช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจในหลายมิติ

1. ลดเวลาในการค้นหาและจัดการออฟฟิศ 

JLL ช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลที่ไม่แน่นอน เพราะเรามีฐานข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ ขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ที่เป็นระบบช่วยให้กระบวนการตั้งแต่เริ่มปรึกษาจนถึงจบสัญญาทำได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ทำให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสในการเสียโอกาสทางธุรกิจจากความล่าช้าในการจัดหาพื้นที่

2. ลดความยุ่งยากด้านสัญญาและกฎหมาย 

สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มักมีรายละเอียดที่ซับซ้อน การเช่าออฟฟิศกับ JLL จะมีทีมงานที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและข้อกำหนดการเช่าคอยดูแลอย่างละเอียด ช่วยคัดกรองเงื่อนไข ลดความเสี่ยงจากการตีความสัญญาที่คลาดเคลื่อน และสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของข้อตกลง ทำให้การทำธุรกิจในพื้นที่เช่าเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรม

3. ได้ทำเลคุณภาพและ Flexible Office ตรงตามความต้องการ

JLL เป็นผู้ให้บริการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ที่มีพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่ จึงสามารถเข้าถึงพื้นที่ในอาคารเกรด A และทำเลศักยภาพที่หาได้ยากในตลาดทั่วไป นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกออฟฟิศแบบยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตามขนาดของทีมงาน ช่วยให้องค์กรไม่ต้องยึดติดกับพื้นที่ขนาดเดิมตลอดไป แต่สามารถปรับลดหรือขยายพื้นที่ได้ตามสถานการณ์ของธุรกิจ ช่วยตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบันได้ดี

4. เหมาะกับ Startup, SME และบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการความคล่องตัว

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มต้นหรือองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ JLL เรามีโซลูชันที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับรูปแบบธุรกิจของแต่ละองค์กรได้ สำหรับบริษัทที่ต้องการความคล่องตัวในการดำเนินงาน การเลือกใช้บริการของเราจะช่วยให้คุณได้รับการสนับสนุนที่เหนือกว่าการเป็นแค่ตัวแทนจัดหาพื้นที่ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยวางรากฐานด้านพื้นที่ทำงานให้มีความแข็งแกร่งและคล่องตัวสูง


การเลือกพื้นที่ทำงานใหม่จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไปเมื่อมีกระบวนการที่ชัดเจนและมืออาชีพคอยดูแล ขั้นตอนจองออฟฟิศกับ JLL ออกแบบมาให้มีความสะดวก รวดเร็ว และความคุ้มค่าที่สุด ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานและฐานข้อมูลจำนวนมาก เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจของคุณผ่านการจัดหาพื้นที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพ หากคุณกำลังมองหาออฟฟิศที่ถูกใจและต้องการบริการที่วางใจได้ ติดต่อ JLL ประเทศไทย เพื่อเริ่มต้นค้นหาพื้นที่สำนักงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณได้ทันที ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมโทร. 02 624 6471


Reference :