การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้หลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) และการพัฒนาอาคารเขียว (Green Building) ในประเทศไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น มาตรฐาน TREES ซึ่งเป็นเกณฑ์ประเมินอาคารเขียวของไทยที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เนื่องจากการเลือกเช่าออฟฟิศมาตรฐาน TREES เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการจัดตั้งที่ทำการ เพื่อแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี
มาตรฐาน TREES คืออะไร? และใครเป็นผู้กำหนด?
มาตรฐาน TREES (Thai Rating of Energy and Environmental Sustainability) คือ เกณฑ์ประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute: TGBI) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประเมินและรับรองอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และบริบททางกฎหมายของประเทศไทย
มาตรฐาน TREES แตกต่างกับมาตรฐาน LEED อย่างไร?
หลายคนอาจคุ้นเคยกับมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งเป็นระบบประเมินอาคารเขียวระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับมาตรฐาน TREES นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่ออุดรอยรั่วและปรับปรุงข้อจำกัดบางประการเมื่อต้องนำเกณฑ์สากลมาใช้ในประเทศไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นของไทยมีความต้องการการประหยัดพลังงาน และการระบายอากาศที่แตกต่างจากประเทศเมืองหนาว นอกจากนี้ TREES ยังสนับสนุนการใช้วัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยีภายในประเทศ เพื่อลดความเสียเปรียบทางการค้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากการขนส่งวัสดุจากต่างแดน
ตารางเปรียบเทียบ TREES vs LEED vs EDGE vs WELL
| หัวข้อเปรียบเทียบ | TREES | LEED | EDGE | WELL |
|---|---|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Thai Rating of Energy and Environmental Sustainability | Leadership in Energy and Environmental Design | Excellence in Design for Greater Efficiencies | WELL Building Standard |
| หน่วยงานที่รับผิดชอบ | สถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) | U.S. Green Building Council (USGBC) | IFC (International Finance Corporation) | International WELL Building Institute (IWBI) |
| เน้นการใช้งานด้านใด | เน้นการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับภูมิอากาศ กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้งานในประเทศไทย | เน้นความยั่งยืนรอบด้าน ทั้งพลังงาน น้ำ ขยะ การคมนาคม และคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นมาตรฐานที่ยอมรับทั่วโลก | เน้นประสิทธิภาพทรัพยากรแบบคุ้มทุน ใช้งานง่าย รวดเร็ว และวัดผลได้จริง | เน้นสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของคนในอาคาร เช่น อากาศ น้ำ แสง อาหาร การออกกำลังกาย และความเป็นอยู่ |
| ประเภทการรับรอง | • TREES-NC • TREES Pre-NC • TREES CS • TREES-EB • TREES-HOME |
• LEED BD+C • LEED ID+C • LEED O+M • LEED ND • LEED Home • LEED CI |
• EDGE for Commercial Buildings • EDGE Certified Homes |
• WELL Certification • WELL Core Certification |
| ระดับรางวัล | • Certified • Silver • Gold • Platinum |
• Certified • Silver • Gold • Platinum |
• EDGE Certified • EDGE Advanced • EDGE Zero Carbon |
• Bronze • Silver • Gold • Platinum |
มาตรฐาน TREES มีกี่ประเภท?
สำหรับมาตรฐาน TREES มีทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกัน โดยแต่ละประเภทมีรายละเอียดอะไรบ้าง มาดูกัน
1. TREES-NC (New Construction and Major Renovation)
มาตรฐานอาคารสร้างใหม่ หรืออาคารเดิมที่รีโนเวทครั้งใหญ่ (Major Renovation) ที่จะเน้นการวางแผนและออกแบบตั้งแต่เริ่มแรก รวมถึงขั้นตอนการก่อสร้าง เพื่อให้อาคารประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีสภาวะแวดล้อมภายในอาคารที่ดีต่อสุขอนามัยของผู้ใช้งาน โดยจะเน้นเจ้าของอาคารใช้งานเองเป็นหลัก
2. TREES Pre-NC
โครงการอาคารสร้างใหม่ที่อยู่ระหว่างการออกแบบ (ยังสร้างไม่เสร็จ) เป็นการรับรองแบบร่าง เพื่อยืนยันว่าแนวคิดและการออกแบบของโครงการมีทิศทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และใช้เป็นข้อมูลในการประชาสัมพันธ์ตั้งแต่โครงการยังไม่เปิดตัว
3. TREES CS
อาคารที่เจ้าของโครงการสร้างเพื่อปล่อยเช่า หรือขายพื้นที่ต่อ เช่น อาคารสำนักงานให้เช่า หรือห้างสรรพสินค้า โดยจะเน้นประเมินเฉพาะส่วนโครงสร้างหลักและระบบส่วนกลาง ที่เจ้าของโครงการเป็นผู้รับผิดชอบ ควบคุม และจัดเตรียมไว้ให้ผู้เช่า ส่วนพื้นที่ภายในที่ผู้เช่าจะเข้ามาตกแต่งเองจะไม่ถูกนำมารวมในการประเมินทั้งหมด
4. TREES-EB
อาคารเดิมที่เปิดใช้งานแล้วอย่างน้อย 1 ปี เน้นการบริหารจัดการและการปฏิบัติงานของอาคาร เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการขยะ การประหยัดน้ำ และการดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารที่เปิดใช้งานอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
5. TREES-HOME
สำหรับ TREES-HOME นั้นใช้ในการประเมินสำหรับอสังหาริมทรัพย์ประเภทพักอาศัยที่มีพื้นที่น้อยกว่า 2,000 ตารางเมตรเท่านั้น

TREES ประเมินอะไรบ้าง? ทำความรู้จักเกณฑ์ 8 หมวด
การประเมินอาคารเขียวเพื่อขอใบรับรองมาตรฐาน TREES มีด้วยกันหลายรูปแบบ สำหรับเกณฑ์การให้คะแนนของมาตรฐาน TREES-NC จะมีคะแนนรวม 100 คะแนน โดยแบ่งเกณฑ์การพิจารณาออกเป็น 8 หมวดหมู่หลัก โดยจะนำคะแนนสะสมในแต่ละหมวดมารวมกันเพื่อจัดระดับอาคาร ดังนี้
1. การบริหารจัดการอาคาร BM 3 คะแนน
การบริหารจัดการอาคาร (Building Management หรือ BM) ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การประชาสัมพันธ์แนวคิดอาคารเขียวสู่สังคม ตลอดจนการจัดทำคู่มือ และฝึกอบรมแนะนำการใช้งาน และการบำรุงรักษาอาคารอย่างถูกวิธี เพื่อให้ระบบประหยัดพลังงานทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว
2. ผังบริเวณและภูมิทัศน์ SL 18 คะแนน
ผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Site and Landscape หรือ SL) เน้นการเลือกที่ตั้งโครงการที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ส่งเสริมการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวโดยอยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน จัดให้มีพื้นที่เปิดโล่งเชิงนิเวศไม่น้อยกว่า 25% ของพื้นที่ฐานอาคาร หรือ 20% ของพื้นที่โครงการ มีการปลูกพืชพรรณพื้นถิ่น และการใช้วัสดุสะท้อนความร้อนเพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง
3. การประหยัดน้ำ WC 6 คะแนน
การประหยัดน้ำ (Water Conservation หรือ WC) มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนให้เลือกใช้สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ระบบท่อ ก๊อกน้ำ ที่ได้มาตรฐานช่วยประหยัดน้ำ รวมถึงการนำน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่ เช่น การนำไปรดน้ำต้นไม้ในสวน
4. พลังงานและบรรยากาศ EA 30 คะแนน
พลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere หรือ EA) เป็นหมวดที่มีสัดส่วนคะแนนสูงที่สุด เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เกณฑ์จะประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำของระบบปรับอากาศและแสงสว่าง สนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น Solar Rooftop และข้อบังคับห้ามใช้สารทำความเย็นที่ทำลายชั้นบรรยากาศ
5. วัสดุและทรัพยากรในการก่อสร้าง MR 13 คะแนน
วัสดุและทรัพยากรในการก่อสร้าง (Materials and Resources) เป็นการประเมินการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการบริหารจัดการขยะและเศษวัสดุจากการก่อสร้างนำกลับมารีไซเคิล การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล ตลอดจนการสนับสนุนการใช้วัสดุพื้นถิ่นหรือวัสดุที่ผลิตภายในประเทศไม่น้อยกว่า 10%-20% ของมูลค่าทั้งหมด เพื่อลดมลพิษจากการขนส่งระยะไกล
6. คุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร IE 18 คะแนน
คุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor Environmental Quality) เน้นการสร้างสุขภาวะ และการระบายอากาศที่ดีภายในอาคารเพื่อส่งเสริมสุขอนามัยให้แก่ผู้ใช้อาคาร ประกอบด้วยการควบคุมอัตราการระบายอากาศที่เหมาะสม ความส่องสว่างขั้นต่ำตามมาตรฐาน การป้องกันและควบคุมแหล่งมลพิษจากภายนอก การแยกวงจรควบคุมแสงสว่าง การออกแบบให้พื้นที่ทำงานได้รับแสงธรรมชาติอย่างพอเพียง และการควบคุมสภาวะอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
7. การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม EP 6 คะแนน
การป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection) จะประเมินมาตรการลดมลพิษและสิ่งรบกวนในระหว่างขั้นตอนการก่อสร้าง จัดเตรียมพื้นที่แยกขยะที่ชัดเจน การเลือกใช้สารเคมีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศในระบบดับเพลิง การวางตำแหน่งเครื่องระบายความร้อนไม่ให้รบกวนเพื่อนบ้าน และการใช้กระจกภายนอกอาคารที่มีค่าสะท้อนแสงไม่เกิน 15%
8. นวัตกรรม GI 5 คะแนน
นวัตกรรม (Green Innovation) เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาโครงการนำเสนอเทคนิค วิธีการ หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ระบุไว้ในเกณฑ์การประเมินทั่วไป รวมถึงการจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญ TREES-A NC (CS) เป็นที่ปรึกษาและร่วมพัฒนาโครงการตั้งแต่เริ่มต้น

อาคารมาตรฐาน TREES มีกี่ระดับ และแต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร?
เมื่อรวมคะแนนจากทั้ง 8 หมวดหมู่แล้ว สถาบันอาคารเขียวไทยจะจัดระดับการรับรองอาคารเขียวออกเป็น 4 ระดับตามช่วงคะแนนดังนี้
1. ระดับ Certified (40–49 คะแนน) เริ่มต้นสู่อาคารเขียว
ระดับ Certified เป็นระดับที่ได้รับการรับรองขั้นต้น แสดงให้เห็นว่าอาคารนั้นได้ผ่านเกณฑ์ข้อบังคับพื้นฐานครบถ้วน และมีมาตรการบริหารจัดการพลังงานรวมถึงสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ
2. ระดับ Silver (50–59 คะแนน) มาตรฐานที่บริษัทส่วนใหญ่มุ่งหมาย
ระดับ Silver เป็นระดับที่อาคารสำนักงานและโครงการอสังหาริมทรัพย์มีเกณฑ์คะแนนที่สมเหตุสมผล ลงทุนในเทคโนโลยีระบบประหยัดพลังงานและวัสดุพื้นถิ่นในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของตัวอาคารได้อย่างเห็นผลชัดเจนโดยไม่สร้างภาระต้นทุนส่วนเกินที่สูงเกินไป
3. ระดับ Gold (60–79 คะแนน) ออฟฟิศเกรด A ที่ได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ
ระดับ Gold ถือเป็นเครื่องหมายการันตีความเป็นอาคารสำนักงานเกรดเอชั้นนำ อาคารในระดับนี้จะมีการนำระบบการจัดการอัจฉริยะเข้ามาใช้งาน การเลือกใช้กระจกประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง มีพื้นที่สีเขียวเปิดโล่งขนาดใหญ่ และระบบหมุนเวียนน้ำที่มีประสิทธิภาพ
4. ระดับ Platinum (80 คะแนนขึ้นไป) มาตรฐานสูงสุด สำหรับอาคารแนวหน้าของไทย
ระดับ Platinum คือมาตรฐานสูงสุดสำหรับอาคารระดับแฟลกชิป และเมกะโปรเจกต์แนวหน้าของประเทศ ตัวอาคารต้องมีความเป็นเลิศในทุกด้าน มีการพึ่งพาพลังงานทดแทนในสัดส่วนที่สูง และใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมอาคารขั้นสูงเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนให้ใกล้เคียงศูนย์มากที่สุด

เช่าออฟฟิศมาตรฐาน TREES คุ้มค่าไหม? ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร?
การตัดสินใจย้าย หรือเลือกที่ตั้งสำนักงานในออฟฟิศมาตรฐาน TREES ถือเป็นการลงทุนที่ส่งผลบวกต่อองค์กรธุรกิจในหลากหลายมิติ ซึ่งคุ้มค่ากว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคาค่าเช่าต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว
1. ประหยัดพลังงานและลดต้นทุนระยะยาว
อาคารที่ผ่านการรับรองเกณฑ์ TREES ถูกออกแบบมาให้ใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำน้อยกว่าอาคารทั่วไป ระบบปรับอากาศและการใช้แสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคภายในออฟฟิศลงได้ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการดำเนินงานขององค์กรในระยะยาว
2. ยกระดับภาพลักษณ์องค์กรด้าน ESG
ในปัจจุบันคู่ค้าทางธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีนโยบายใส่ใจสิ่งแวดล้อม การที่องค์กรของเราเลือกตั้งอยู่ในอาคารที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของไทย จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสในการดึงดูดเงินทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจระดับสากล
3. คุณภาพอากาศและสภาพแวดล้อมในออฟฟิศดีขึ้น
ด้วยเกณฑ์การประเมินในหมวดคุณภาพสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร (IE) ที่เข้มงวด ทำให้ออฟฟิศมีระบบกรองฝุ่นละออง และมลพิษที่มีประสิทธิภาพ อุณหภูมิและความชื้นถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ส่งผลให้พนักงานมีสุขภาพร่างกายที่ดี ลดอัตราการเจ็บป่วยจากภาวะโรคตึกเป็นพิษ (Sick Building Syndrome) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี
4. ค่าเช่าออฟฟิศมาตรฐาน TREES สูงกว่าปกติไหม?
หากเปรียบเทียบในแง่ของอัตราค่าเช่าเริ่มต้น อาคารสำนักงานที่ได้มาตรฐานอาคารเขียวอาจมีราคาเช่าที่สูงกว่าอาคารทั่วไปในทำเลเดียวกันเล็กน้อย เนื่องจากมีต้นทุนในการพัฒนาระบบ และนวัตกรรมภายในอาคารที่สูงกว่า แต่เมื่อนำมาหักลบกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ประหยัดไปได้ ประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าทางภาพลักษณ์องค์กรที่ได้รับ ถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า
ขั้นตอนการขอรับรองมาตรฐาน TREES สำหรับอาคารต่อองค์กรมีอะไรบ้าง?
Pre-Audit ศึกษาความเป็นไปได้ ประเมินสภาพแวดล้อม และโครงสร้างอาคารเบื้องต้นตามเกณฑ์ข้อบังคับ เพื่อวางแผน และกำหนดเป้าหมายระดับคะแนนที่ต้องการ
Application จัดเตรียมเอกสารสิทธิ์ โครงสร้างโครงการ และยื่นใบสมัครต่อสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI)
Documentation รวบรวม และจัดส่งเอกสารหลักฐานเชิงวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และรายงานการคำนวณพลังงานในแต่ละหมวดหมู่เพื่อให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบ
Onsite Visit คณะกรรมการของสถาบันอาคารเขียวไทยลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริง เพื่อตรวจวัดประสิทธิภาพระบบ ตรวจสอบวัสดุ และยืนยันว่าการก่อสร้างหรือปรับปรุงเป็นไปตามเอกสารที่ยื่นขอ
Certification คณะกรรมการสรุปผลคะแนนรวม และทำพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมใบรับรองมาตรฐานตามระดับคะแนนที่อาคารทำได้จริง
ค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐาน TREES
การเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานจะมีค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ค่าธรรมเนียมการประเมินของสถาบันอาคารเขียวไทย ซึ่งจะคิดคำนวณตามขนาดพื้นที่ใช้สอยรวมของตัวอาคาร (ตร.ม.) และค่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาด้านอาคารเขียวที่มีคุณวุฒิ TREES-A เข้ามาช่วยบริหารจัดการ รวบรวมเอกสาร และควบคุมงานวิศวกรรมให้เป็นไปตามเกณฑ์ สำหรับค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของโครงสร้างอาคาร
มาตรฐาน TREES เป็นบรรทัดฐานใหม่และทิศทางหลักที่ตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ กำลังมุ่งหน้าไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ การที่องค์กรยุคใหม่ตัดสินใจเลือกปักหมุดในออฟฟิศมาตรฐาน TREES ถือเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจที่รักษ์โลก เพราะนอกจากจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือตามหลัก ESG และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่บุคลากรซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กร
สำหรับองค์กรใดที่กำลังมองหาอาคารสำนักงานที่ผ่านมาตรฐาน TREES ในทำเลศักยภาพ หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยคัดเลือกพื้นที่สำนักงานที่ตอบโจทย์ขนาด และความต้องการที่หลากหลาย JLL ประเทศไทย พร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้คุณได้อาคารสำนักงานที่ตรงตามความต้องการ หากสนใจสามารถติดต่อ JLL ได้ที่โทร.02 624 6471
Reference :



