ปัญหาความเครียด และความเหนื่อยล้าจากการทำงานกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทำให้หลาย ๆ คนเกิดภาวะหมดไฟ หรือ Burnout ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนจากการลงทุน หรือ ROI ขององค์กร เนื่องจากอาการเจ็บป่วย และความเครียดทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง มาทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่อัตราการลาออกที่สูงขึ้น การหันมาสร้าง Workplace Wellness คือสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีในที่ทำงาน เป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรยุคใหม่ต้องร่วมกันผลักดันเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ
Workplace Wellness คืออะไร? ทำไมจึงสำคัญกับองค์กรยุคใหม่
Workplace Wellness คือแนวคิดการบริหารจัดการและสร้างสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริม เสริมสร้าง และรักษาสุขภาวะที่ดีของพนักงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กันไป
Workplace Wellness vs Employee Wellbeing vs Employee Wellness ต่างกันอย่างไร?
มาดูกันว่า Workplace Wellness, Employee Wellbeing และ Employee Wellness มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ดังนี้
- Employee Wellness มักเน้นไปที่โครงการดูแลสุขภาพทางกายของบุคคล
- Employee Wellbeing ครอบคลุมถึงความสุข ความพึงพอใจในชีวิต และความมั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงาน
- Workplace Wellness คือ การที่องค์กรนำแนวคิดทั้งหมดมาปรับใช้จริงผ่านนโยบาย วัฒนธรรมองค์กร และการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในออฟฟิศ

8 มิติของ Workplace Wellness ที่องค์กรต้องเข้าใจมีอะไรบ้าง?
8 มิติในการสร้างเสริมที่ทำงานที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบโปรแกรมที่ครอบคลุม และตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานได้
1. Physical Wellness
สุขภาวะทางร่างกาย ช่วยส่งเสริมให้พนักงานได้ขยับเคลื่อนไหวร่างกาย การจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการ และการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อสร้างความแข็งแรงและลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
2. Emotional Wellness
การดูแลสุขภาวะทางอารมณ์ช่วยให้พนักงานเท่าทันความรู้สึกของตนเอง สามารถจัดการกับความเครียด ความกดดันจากการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. Social Wellness
การสร้างปฏิสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน ช่วยให้เกิดเครือข่ายการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง พนักงานมีความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งของทีม ลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น
4. Intellectual Wellness
การเปิดรับความรู้ใหม่และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพเพื่อขยายขอบเขตทักษะของตนเองอยู่เสมอ
5. Spiritual Wellness
การค้นหาความหมายและเป้าหมายในการทำงานที่สอดคล้องกับคุณค่าในชีวิตของตนเอง การมีสุขภาวะด้านจิตวิญญาณที่ดีจะช่วยให้พนักงานมีความมุ่งมั่น มีแรงบันดาลใจจากภายใน และมองเห็นความสำคัญของบทบาทหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบต่อองค์กรและสังคม
6. Environmental Wellness
การได้อยู่อาศัยและทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ปลอดโปร่ง และเป็นมิตรต่อสุขภาวะ ทั้งในแง่ของแสงสว่าง อุณหภูมิ และความสะอาด การจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ดีจะช่วยลดความเหนื่อยล้า และสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในระหว่างวันได้เป็นอย่างดี
7. Financial Wellness
การที่พนักงานมีความรู้ในการวางแผนการใช้จ่าย การออม และการจัดการหนี้สินอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความกังวลใจในชีวิตส่วนตัว ทำให้สามารถโฟกัสกับการทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีความเครียดแฝง
8. Occupational Wellness
พนักงานสามารถบริหารเวลาทำงาน และเวลาส่วนตัวได้อย่างลงตัว มีความสุขกับความก้าวหน้าในสายอาชีพ และได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานรวมถึงผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสมตามผลงาน

6 องค์ประกอบสำคัญที่ "ออฟฟิศ" ต้องมีเพื่อ Workplace Wellness คืออะไร?
นอกเหนือจากนโยบาย และกิจกรรมต่าง ๆ แล้ว สภาพแวดล้อมทางกายภาพของอาคาร และพื้นที่สำนักงาน ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน
1. อากาศสะอาดและคุณภาพ Indoor Air Quality ที่ดี
คุณภาพอากาศภายในอาคารส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและสมองโดยตรง ออฟฟิศจึงต้องมีระบบหมุนเวียนอากาศที่มีประสิทธิภาพ มีการกรองฝุ่นละออง PM 2.5 และควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยให้พนักงานรู้สึกสดชื่น และลดอาการสมองล้า
2. แสงธรรมชาติเข้าถึง
การออกแบบอาคารให้แสงแดดจากธรรมชาติสามารถส่องผ่านเข้ามาถึงพื้นที่ทำงานได้อย่างเหมาะสม จะช่วยปรับสมดุลนาฬิกาชีวิตของมนุษย์ ลดความเหนื่อยล้าของสายตาจากการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ และช่วยสร้างบรรยากาศที่กระปรี้กระเปร่าในการทำงาน
3. ความหลากหลายของพื้นที่
การมีพื้นที่การทำงานที่ตอบโจทย์กิจกรรมที่แตกต่างกัน ช่วยลดความตึงเครียด และเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน
4. เฟอร์นิเจอร์ตามหลัก Ergonomics
การเลือกใช้โต๊ะ และเก้าอี้ทำงานที่สามารถปรับระดับได้ตามสรีระของแต่ละบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ลดการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า หลัง และส่งเสริมให้พนักงานมีท่าทางการนั่งทำงานที่ถูกต้อง
5. ทำเลที่เข้าถึงสะดวก
ตำแหน่งที่ตั้งของอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกสบาย จะช่วยลดระยะเวลา และความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความเครียดสะสม
6. อาคารที่ได้มาตรฐาน Green Building
การเลือกตั้งสำนักงานในอาคารที่ประหยัดพลังงาน(Green Building) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนถึงความใส่ใจในระดับโครงสร้าง มาตรฐานเหล่านี้ช่วยรองรับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงานทุกคน

6 ประโยชน์ของ Workplace Wellness Program ต่อองค์กรมีอะไรบ้าง?
การลงทุนในโปรแกรม และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพสร้างประโยชน์ต่อองค์กรในหลากหลายแง่มุม
1. ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสวัสดิการของพนักงานภายในองค์กร
เมื่อพนักงานมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาวะที่ดี ช่วยลดการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลลง ทำให้องค์กรสามารถบริหารจัดการ และควบคุมต้นทุนด้านเบี้ยประกันสุขภาพ และงบประมาณสวัสดิการพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ช่วยลดอัตราการลาป่วยและการขาดงานของพนักงาน
โปรแกรมสุขภาพที่สม่ำเสมอช่วยป้องกันการเจ็บป่วยเรื้อรัง และอาการหมดไฟ ส่งผลให้อัตราการลาป่วยและการหยุดงานลดลง จึงดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดจากการขาดแคลนบุคลากรในเวลาสำคัญ
3. ช่วยเพิ่ม Productivity และประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน
ร่างกายที่สดชื่น ไม่มีความกังวล มีสมาธิ และความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ช่วยให้พนักงานสามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีความผิดพลาดลดลง และทำงานเสร็จลุล่วงตามเป้าหมายขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว
4. ช่วยลดความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ และค่าใช้จ่ายจากการบาดเจ็บในการทำงาน
การจัดสภาพแวดล้อมตามหลักการยศาสตร์และความปลอดภัย ช่วยลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บจากการทำงาน ส่งผลให้องค์กรลดภาระค่าใช้จ่ายในการชดเชยเยียวยา และรักษามาตรฐานความปลอดภัยในที่ทำงานให้อยู่ในระดับสูง
5. ช่วยเสริม Employee Engagement และความผูกพันต่อองค์กร
ความใส่ใจในสวัสดิภาพและความเป็นอยู่จากองค์กร จะสร้างความประทับใจ และความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน นำไปสู่ความจงรักภักดี ความรู้สึกผูกพัน ตลอดจนความต้องการที่จะเติบโต และขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมกับองค์กรในระยะยาว
6. ช่วยสร้างความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีในการทำงานให้กับพนักงาน
บรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี จะช่วยเปลี่ยนให้ออฟฟิศเป็นสถานที่ที่น่าอยู่ พนักงานมีความสุขในการตื่นมาทำงานในทุก ๆ วัน ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงเข้ามาร่วมงาน
อยากทำ Workplace Wellness ในองค์กรควรจะวางแผนอย่างไรดี ?
การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงองค์กรต้องมีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้โปรแกรมที่สร้างขึ้นมาสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด และเกิดการใช้งานจริงจากความร่วมมือของทุกฝ่าย
1. สำรวจปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของพนักงาน
เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรม สภาพร่างกาย และความเครียดของพนักงานในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาที่แท้จริง และจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
2. กำหนดเป้าหมายและ KPI ของ Workplace Wellness
ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และวัดผลได้ จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดทิศทาง วางงบประมาณ และประเมินความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม
3. วางแผนกิจกรรมด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ
ออกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมอย่างตื่นตัว เช่น Desk Exercise & Stretch Break การยืดเส้นยืดสายหน้าโต๊ะทำงาน ชมรมสุขภาพ สนับสนุนการออกกำลังกาย เช่น วิ่ง เล่นโยคะ หรือปั่นจักรยาน Mindfulness & Meditation Session เชิญชวนนั่งสมาธิหรือฝึกหายใจสั้น ๆ 10-15 นาทีช่วงเช้า เป็นต้น
4. ออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อ Well-being
ปรับปรุงพื้นที่ทางกายภาพภายในออฟฟิศให้สอดรับกับวิถีสุขภาพ เช่น การเพิ่มจุดบริการน้ำดื่มที่สะอาด การจัดมุมพักผ่อนสีเขียวที่มีต้นไม้ฟอกอากาศ หรือการปรับเปลี่ยนทิศทางของโต๊ะทำงานเพื่อให้พนักงานได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติอย่างเหมาะสม
5. เตรียมสวัสดิการ และโปรแกรมสนับสนุนสุขภาพพนักงาน
ยกระดับสวัสดิการให้ครอบคลุมการดูแลเชิงป้องกัน เช่น การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการตรวจสุขภาพเชิงลึก การจัดหาแพลตฟอร์มปรึกษาจิตแพทย์ส่วนตัว หรือการจัดสรรเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยให้พนักงานจัดสรรเวลาดูแลตนเองได้ง่ายขึ้น
6. สื่อสาร และสร้างการมีส่วนร่วมภายในองค์กร
ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ประโยชน์ของกิจกรรม และช่องทางการเข้าถึงโปรแกรมต่าง ๆ อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางภายในขององค์กร พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นเพื่อนำมาปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น
7. ติดตามผล และประเมินประสิทธิภาพของโครงการอย่างต่อเนื่อง
ทำการรวบรวมสถิติ และประเมินผลลัพธ์เป็นระยะตามตัวชี้วัดที่ตั้งไว้ เพื่อวิเคราะห์ว่ากิจกรรมใดประสบความสำเร็จ หรือมีจุดไหนที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไข ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา และขับเคลื่อนวัฒนธรรมสุขภาพได้อย่างยั่งยืน
มาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับ Workplace Wellness มีอะไรบ้าง?
การยกระดับพื้นที่ทำงานให้ก้าวสู่ระดับสากล องค์กรสามารถอ้างอิง และปฏิบัติตามมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
- WELL Building Standard มาตรฐานที่เน้นการออกแบบ และบริหารจัดการอาคารเพื่อสุขภาวะของผู้ใช้งาน โดยพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ เช่น คุณภาพอากาศ น้ำ แสงสว่าง โภชนาการ และความสบายทางกายภาพ
- ISO 45003 มาตรฐานสากลฉบับแรกที่เน้นการจัดการความปลอดภัย และอาชีวอนามัยทางจิตใจในที่ทำงาน ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการจัดการความเสี่ยงด้านจิตสังคม เช่น ความเครียด การกลั่นแกล้ง และความเหนื่อยล้าจากการทำงาน
- LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) มาตรฐานอาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แม้จะเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมแต่ก็ส่งผลดีต่อสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยผ่านการเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัย และการจัดการระบบหมุนเวียนอากาศที่ดี
งบประมาณในการทำ Workplace Wellness Program
การจัดสรรงบประมาณในการดูแลสุขภาพพนักงานสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามขนาด และความพร้อมขององค์กร โดยเราสามารถแบ่งแนวทางการดำเนินงาน และผลตอบแทนจากการลงทุนออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้
ระดับ SME
เน้นปรับนโยบายที่ยืดหยุ่นและจัดกิจกรรมต้นทุนต่ำ เช่น การปรับเวลาทำงานเพื่อความสมดุล การจัดมุมกาแฟคุณภาพดี และการให้ความรู้สตรีมมิงออนไลน์
- ROI ที่คาดหวัง: ช่วยลดอัตราการลาออกของกลุ่มพนักงานที่มีฝีมือได้อย่างดีเยี่ยม สร้างบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่น คล่องตัว และช่วยลดจำนวนวันลาป่วยระยะสั้นของทีมงานได้อย่างเห็นผลชัดเจน
ระดับ Mid-Size
เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโปรแกรมสุขภาพที่เป็นระบบ เช่น การจัดหาเก้าอี้เพื่อสุขภาพตามหลักการยศาสตร์ การใช้แพลตฟอร์มดูแลสุขภาพจิต และการจัดสวัสดิการแบบยืดหยุ่น
- ROI ที่คาดหวัง: พนักงานมีความพึงพอใจและผูกพันกับองค์กรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประสิทธิภาพการผลิตผลงานพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถช่วยควบคุมต้นทุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพกลุ่มไม่ให้สูงเกินไป
ระดับ Enterprise
ลงทุนเต็มรูปแบบควบคู่กับการเลือกอาคารสำนักงานมาตรฐานสากล เช่น การทำห้องฟิตเนส ระบบกรองอากาศอัจฉริยะ และโปรแกรมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญแบบครบวงจร
- ROI ที่คาดหวัง: สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่ยอดเยี่ยมในการดึงดูดกลุ่มคนเก่งระดับหัวกะทิเข้ามาร่วมงาน ช่วยลดต้นทุนแฝงจากการมาทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจในระยะยาว
Workplace Wellness คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่ครอบคลุมครบทั้ง 8 มิติ ไม่ใช่เพียงแค่การมีฟิตเนสในออฟฟิศ หรือการจัดตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น แต่สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในที่ทำงานคือพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องมีก่อนที่จะคิดถึงมิติอื่น เพราะหากออฟฟิศมีสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ พนักงานต้องสูดดมอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่มีแสงสว่างจากธรรมชาติเข้าถึง และไม่มีพื้นที่ให้ผ่อนคลายความตึงเครียด ต่อให้องค์กรจะมีโปรแกรมดูแลสุขภาพจิตดีเพียงใดก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้
การเริ่มต้นสร้างพื้นที่ทำงานที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดีจึงต้องเริ่มจากการเลือกออฟฟิศที่ใช่ และได้มาตรฐาน หากเรากำลังมองหาพื้นที่สำนักงานเช่าที่ตอบโจทย์ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ Workplace Wellness สามารถติดต่อ JLL ประเทศไทย ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับโลก เราพร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยคุณค้นหา และออกแบบพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม เพื่อร่วมขับเคลื่อนความสำเร็จ และความสุขของบุคลากรในองค์กรอย่างยั่งยืน เพื่อเริ่มต้น Workplace Wellness ผ่านพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม สนใจขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02 624 6471
Reference:



