หลักการ ESG คืออะไร สำคัญยังไง

หลักการ ESG คืออะไร ทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญเพื่อความยั่งยืน

กระแสการขับเคลื่อนองค์กรผ่านหลักการ ESG คือทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตลาดการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (ESG Investing) ทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าอยู่ที่ 35.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตขึ้นจาก 42.16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ไปอยู่ที่ประมาณ 191.22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 สอดคล้องกับสถิติในประเทศไทยที่พบว่าสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของกองทุนรวมไทยที่เน้นนโยบายความยั่งยืนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจไม่ได้ถูกประเมินเพียงแค่ผลกำไรทางบัญชีอีกต่อไป แต่การสร้างความเชื่อมั่นผ่านระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อโลกกลายเป็นมาตรฐานใหม่

แหล่งอ้างอิง : Precedence Research

หลักการพื้นฐาน ESG

ESG คืออะไร? พร้อมทำความรู้จัก 3 หลักการพื้นฐาน

การเข้าใจนิยามและรากฐานของแนวคิด ESG จะช่วยให้สามารถนำไปปรับใช้ในการวางยุทธศาสตร์องค์กรได้อย่างถูกต้องและตรงจุด ซึ่ง ESG คือแนวคิดที่ย่อมาจาก Environment, Social, และ Governance

1. E - Environmental สิ่งแวดล้อม

มิติด้านสิ่งแวดล้อมมุ่งเน้นการจัดการและลดผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากกิจกรรมทางธุรกิจต่อธรรมชาติ โดยครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการขยะ ของเสีย และการอนุรักษ์น้ำ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ และลดวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก

2. S - Social สังคม

มิติด้านสังคมให้ความสำคัญกับการบริหารความสัมพันธ์และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตั้งแต่การดูแลสวัสดิการ ความปลอดภัยของพนักงาน ความเท่าเทียม ไปจนถึงการรับผิดชอบต่อลูกค้า คู่ค้า และการพัฒนาชุมชนรอบ ๆ

3. G - Governance ธรรมาภิบาล หรือบรรษัทภิบาล

มิติด้านธรรมาภิบาลเน้นย้ำโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส มีจริยธรรม ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน และปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงการปกป้องสิทธิของผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างรากฐานความน่าเชื่อถือที่มั่นคงให้แก่องค์กร

ESG vs CSR vs Sustainability ต่างกันอย่างไร

แม้ทั้งสามคำจะมีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน แต่มีความแตกต่างกัน โดย CSR มักเน้นกิจกรรมคืนกำไรสู่สังคมที่แยกจากกระบวนการผลิตหลัก ส่วนหลักการ ESG คือแนวคิดความรับผิดชอบเข้าเป็นเนื้อเดียวกับยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจและการลงทุน ในขณะที่ Sustainability คือเป้าหมายปลายทางขั้นสูงสุดในระดับมหภาค

ทำไม ESG ถึงได้รับความนิยมในยุคนี้?

ESG เติบโตอย่างรวดเร็วจากทั้งความสมัครใจ และแรงผลักดันรอบทิศทางในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่

1. ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น

ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นสร้างความตื่นตัวในวงกว้าง องค์กรและรัฐบาลทั่วโลกจึงหันมาคาดหวังให้ภาคธุรกิจแสดงความรับผิดชอบที่เป็นรูปธรรม ผ่านการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดการทำลายทรัพยากร และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง

2. แรงกดดันจากผู้บริโภค และนักลงทุน

ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์ที่มีจริยธรรม ในขณะเดียวกัน นักลงทุนสถาบันรายใหญ่เลือกที่จะปฏิเสธการใส่เงินเข้าไปในบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงด้านสิ่งแวดล้อม หรือขาดความโปร่งใส ทำให้การปฏิบัติตามมาตรฐาน ESG จึงเป็นตัวช่วยที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

3. การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย และนโยบายระดับโลก

ข้อตกลงระหว่างประเทศและนโยบายกีดกันทางการค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ เร่งปรับระบบการทำงานภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมาย และการถูกลงทัณฑ์ทางการค้าในตลาดโลก

4. ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า

บริษัทที่มีผลคะแนนการประเมินความยั่งยืนในระดับสูง สามารถสร้างผลตอบแทนสะสม และอัตราการเติบโตของกำไรที่สม่ำเสมอมากกว่า เนื่องจากมีความยืดหยุ่น และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากวิกฤติต่าง ๆ ได้ดีกว่าบริษัททั่วไป

5 ประโยชน์ของ ESG ต่อธุรกิจมีอะไรบ้าง?

การลงทุนระบบการบริหารจัดการตามกรอบความยั่งยืนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างผลประโยชน์และโอกาสใหม่ ๆ

1. สร้างความยั่งยืน และความมั่นคงให้ธุรกิจระยะยาว

หลักการ ESG ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และวางแผนรับมือล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบปฏิบัติการภายในมีความยืดหยุ่น พร้อมเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง และเติบโตได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์

2. ดึงดูดนักลงทุน และเม็ดเงินสู่ธุรกิจ

บริษัทที่มีผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนจะมีข้อได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากกองทุนรวมและนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ใช้เกณฑ์นี้เป็นตัวกรองหลักในการเลือกสินทรัพย์เข้าพอร์ต ส่งผลให้องค์กรมีโอกาสระดมทุนได้ง่ายขึ้น

3. ดึงดูด และรักษาพนักงานคุณภาพ

กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความสามารถสูง มักเลือกเข้าร่วมงานกับองค์กรที่มีค่านิยม และวัฒนธรรมที่ใส่ใจสังคม และสิ่งแวดล้อม

4. สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความน่าเชื่อถือต่อแบรนด์

การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงส่วนรวมช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือและสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อผู้บริโภค ส่งผลให้แบรนด์มีความแข็งแกร่ง สามารถสร้าง Brand Loyalty ในกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ใส่ใจคุณค่าของความยั่งยืนได้

5. ลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

การปรับปรุงกระบวนการผลิตและการทำงานตามแนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การประหยัดพลังงาน การลดปริมาณขยะ และการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ช่วยลดความสิ้นเปลือง และควบคุมค่าใช้จ่ายในระบบปฏิบัติการระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวัดผลทางด้าน ESG มีอะไรบ้าง

การวัดผลทางด้าน ESG มีอะไรบ้าง?

การทำความเข้าใจมาตรฐานการประเมินและเครื่องมือชี้วัด จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดทิศทางในการพัฒนาศักยภาพได้ตรงจุด

ด้านสิ่งแวดล้อม: Environment

เครื่องมือวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมเน้นการตรวจสอบข้อมูลเชิงปริมาณเช่น ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ปริมาณขยะที่ถูกนำไปฝังกลบ และประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียในกระบวนการทำงานทั้งหมด

ด้านสังคม: Social

การประเมินผลด้านสังคมวัดจากความพึงพอใจ และความปลอดภัยของพนักงาน สถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน อัตราความหลากหลายทางเพศในระดับบริหาร ตลอดจนผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

ด้านบรรษัทภิบาล: Governance

การชี้วัดความโปร่งใสพิจารณาจากโครงสร้างและการกระจายอำนาจของคณะกรรมการบริษัท ช่องทางการร้องเรียนการทุจริตที่ปลอดภัย นโยบายการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ชัดเจน ตลอดจนประวัติการปฏิบัติตามข้อบังคับทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อพิพาท

ESG Rating Agencies ที่สำคัญ MSCI, Sustainalytics และ S&P

สถาบันจัดอันดับความยั่งยืนระดับสากล ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประเมินผลคะแนน เพื่อให้นักลงทุนใช้เปรียบเทียบ โดยหน่วยงานหลักอย่าง MSCI, Sustainalytics และ S&P Global จะใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เข้มงวดในการวิเคราะห์ความเสี่ยง และโอกาสเพื่อมอบระดับความน่าเชื่อถือให้แก่แต่ละองค์กร

วิธีนำ ESG ไปปรับใช้กับองค์กรทำยังไง?

การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่กรอบความยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการกำหนดวิสัยทัศน์ในระดับนโยบาย จากนั้นทำการประเมินประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่อธุรกิจร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วจึงกำหนดเป้าหมายออกมาเป็นแผนปฏิบัติการ ที่สามารถวัดผลได้จริงในทุกแผนก พร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตาม ตรวจสอบ และเปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอเพื่อความโปร่งใส

ESG กับการเลือกออฟฟิศ ความเชื่อมโยงที่หลายคนยังไม่รู้

การเลือกเช่าออฟฟิศในอาคารเขียว ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) หรือมาตรฐาน TREES (Thai's Rating of Energy and Environmental Sustainability) ส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคะแนนประเมินในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ขององค์กร

อาคารประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า มีระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทผู้เช่าโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ระบบหมุนเวียนอากาศบริสุทธิ์และการออกแบบแสงสว่างตามธรรมชาติในอาคารเขียวยังช่วยส่งเสริมสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มคะแนนในมิติด้านสังคม (Social) อีกด้วย

ESG Risk ความเสี่ยงที่ต้องระวังหากองค์กรไม่ทำ ESG

การละเลยมาตรฐาน ESG เป็นการสูญเสียโอกาสทางการตลาด และยังอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคตด้วย

  • องค์กรอาจเผชิญกับการถูกลงโทษทางแพ่ง ปรับเงิน หรือระงับใบอนุญาตดำเนินกิจการ หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และแรงงานที่เข้มงวดขึ้น
  • คู่ค้ารายใหญ่และบริษัทข้ามชาติมีแนวโน้มที่จะยกเลิกสัญญาจ้างกับซัพพลายเออร์ที่ไม่มีมาตรฐานความยั่งยืนรองรับ
  • การถูกเปิดโปงเรื่องการเอาเปรียบแรงงาน หรือการสร้างมลพิษจะนำไปสู่การคว่ำบาตรจากผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น ที่สร้างขึ้นใหม่ได้ยาก
  • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอาจปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ หรือคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนสูง
แนวโน้ม ESG ในประเทศไทย และทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืน

แนวโน้ม ESG ในประเทศไทยปี 2569-2573

ทิศทางของประเทศไทยในช่วงนี้กำลังมุ่งสู่การบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและเกณฑ์การควบคุมที่จริงจังและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น:

  • การยกระดับข้อบังคับจากสำนักงาน ก.ล.ต.: การปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปีที่บังคับให้บริษัทจดทะเบียนต้องสำแดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการจัดการความยั่งยืนอย่างละเอียดและตรวจสอบได้
  • การบังคับใช้ภาษีคาร์บอน: การเริ่มจัดเก็บภาษีจากกระบวนการผลิตหรือสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทที่ไม่มีการปรับตัว
  • การขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero: นโยบายแห่งชาติที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ส่งผลให้เกิดมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับองค์กรที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด

ESG คือ หลักการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ที่ครอบคลุมมิติ Environment, Social และ Governance ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่นักลงทุน ผู้บริโภค และบุคลากรระดับหัวกะทิใช้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตัดสินใจเลือกสนับสนุน หรือร่วมงานกับองค์กร การเริ่มต้นปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก

สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาแนวทางการยกระดับคะแนนความยั่งยืนผ่านอสังหาริมทรัพย์ และการบริหารจัดการพื้นที่ทำงาน สนใจเช่าออฟฟิศที่ได้มาตรฐาน LEED  หรือ TREES ติดต่อ JLL ประเทศไทย เพื่อปรึกษาเรื่อง "การเลือกออฟฟิศที่ตอบโจทย์ ESG" โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ JLL พร้อมให้คำแนะนำในการจัดหาและประเมินอาคารสำนักงานที่ได้รับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนให้องค์กรบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ติดต่อเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02 624 6471


Reference: