การเลือกรูปแบบออฟฟิศ

ประเภทของออฟฟิศมีกี่แบบ? เรื่องต้องรู้ ก่อนเลือกให้ตรงกับสไตล์ธุรกิจคุณ

การเลือกรูปแบบออฟฟิศ เป็นหนึ่งในการตัดสินใจ ที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่าย แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมองค์กร ประสิทธิภาพการทำงาน และภาพลักษณ์ของแบรนด์ การทำความเข้าใจประเภทของออฟฟิศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เลือกพื้นที่ทำงานที่เหมาะสำหรับทีมและเป้าหมายทางธุรกิจ

 

การเลือกประเภทของออฟฟิศสำคัญกับองค์กรอย่างไร

การเลือกประเภทของออฟฟิศที่เหมาะสมกับองค์กรนั้น ส่งผลกระทบต่อต้นทุนคงที่ ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และวัฒนธรรมองค์กร เพราะรูปแบบออฟฟิศที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกัน หรือการเอื้อให้พนักงานมีสมาธิในการทำงาน นอกจากนี้ยังสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ไปยังลูกค้าและผู้สมัครงาน การเลือกออฟฟิศที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจำเป็น พื้นที่ที่ไม่ตอบโจทย์ หรือสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนประสิทธิภาพการทำงาน

 

รูปแบบ หรือประเภทของออฟฟิศมีอะไรบ้าง

ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในปัจจุบันมีตัวเลือกออฟฟิศที่หลากหลาย การทำความเข้าใจ ประเภทของออฟฟิศแต่ละแบบว่ามีโครงสร้าง ค่าใช้จ่าย และบริการที่แตกต่างกันอย่างไร ช่วยให้เห็นภาพชัดเจน ซึ่งเราสามารถแบ่งประเภทออฟฟิศได้ 5 รูปแบบหลัก ดังนี้ 

ประเภทของออฟฟิศทั่วไป

1.สำนักงานแบบทั่วไป (Conventional Office) 

สำนักงานแบบทั่วไป เป็นการเช่าพื้นที่ว่างภายในอาคารสำนักงานจากเจ้าของอาคาร โดยทั่วไปสัญญาเช่าจะเป็นสัญญาระยะยาว ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป แต่จะต้องออกแบบตกแต่งภายในเองทั้งหมด รวมถึงการบริหารจัดการสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้สามารถสร้างสรรค์พื้นที่ได้ตามที่ต้องการ 

แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำออฟฟิศที่สูง และใช้เวลาในการดำเนินงาน แต่ได้ออกแบบออฟฟิศที่มีความเป็นตัวเอง เหมาะกับองค์กรแต่ละแห่ง รูปแบบออฟฟิศนี้จึงเหมาะกับธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง คาดการณ์จำนวนพนักงานได้แม่นยำ และต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่ปรับแต่งได้เอง

ประเภทของออฟฟิศแบบพร้อมใช้งาน=

2.สำนักงานแบบพร้อมใช้งาน (Serviced Office)

Serviced Office คือรูปแบบออฟฟิศที่ตกแต่งครบ พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ภายในอาคารที่มีผู้ให้บริการคอยบริหารจัดการครบวงจร เราจ่ายเพียงค่าเช่ารายเดือน ซึ่งจะรวมทุกอย่างไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าแม่บ้านทำความสะอาด พนักงานต้อนรับที่คอยรับสายในนามบริษัท และการจัดการจดหมาย นอกจากนี้ ยังได้ใช้พื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องประชุม เลานจ์รับรองแขก และห้องครัว โดยไม่ต้องลงทุนเอง ทำให้มีความยืดหยุ่น สามารถย้ายเข้าทำงานได้ทันที ที่สำคัญสัญญามีให้เลือกตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 1 ปี ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่ไม่แน่ใจในแผนระยะยาว หรือต้องการความคล่องตัวสูง

ประเภทของออฟฟิศแบบโคเวิร์กกิ้งสเปซ

3.โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Coworking Space)

Coworking Space เป็นรูปแบบออฟฟิศที่ซื้อสมาชิก เพื่อเข้าใช้พื้นที่ทำงาน ซึ่งมีตั้งแต่แบบที่สามารถเลือกใช้งานที่นั่งที่ว่างได้เลย แบบมีโต๊ะประจำในพื้นที่ส่วนกลาง หรือห้องออฟฟิศส่วนตัวขนาดเล็กภายในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่ง Coworking Space เป็นพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่น ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ การสร้างเครือข่าย และการทำงานร่วมกัน มักมีการจัดกิจกรรม เวิร์กช็อป และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันรวมอยู่ในค่าสมาชิกแล้ว

รูปแบบออฟฟิศแบบโฮมออฟฟิศ

4.โฮมออฟฟิศ (Home Office) 

โฮมออฟฟิศ คือรูปแบบออฟฟิศที่จัดสรรพื้นที่ภายในที่พักอาศัยให้เป็นสำนักงานหลักในการทำงาน โฮมออฟฟิศกลายเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะประหยัดและมีความยืดหยุ่นสูงสุด ไม่เสียเวลาในการเดินทาง และไม่มีค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ ช่วยให้สามารถประยุกต์การทำงานและชีวิตส่วนตัวเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
แต่การทำงานแบบโฮมออฟฟิศมักจะมีปัญหาระหว่างการแยกเวลางานและเวลาส่วนตัวออกจากกัน ซึ่งอาจทำให้หลาย ๆ คนเกิดภาวะ Burnout และต้องอาศัยวินัยในตนเองสูงมาก เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงาน  ส่วนในแง่ของธุรกิจอาจขาดภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพในการต้อนรับลูกค้า และอาจมีข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือความเป็นส่วนตัวหากใช้ที่อยู่บ้านในการจดทะเบียนบริษัท

5.สำนักงานเฉพาะกิจ (Project/Pop-Up Office)

สำนักงานเฉพาะกิจ เป็นรูปแบบสำนักงานชั่วคราว ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเป็นสำนักงานใหญ่ถาวร เช่น สำนักงานสนามของทีมก่อสร้าง กองถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต้องการฐานปฏิบัติการใกล้สถานที่ถ่ายทำ หรือ Pop-Up Storeที่เปิดขายชั่วคราวในช่วงเทศกาล ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้งานตามฟังก์ชัน สัญญาเช่ามักจะเป็นระยะสั้นมาก อาจเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับโปรเจกต์ มีข้อดีคือความคล่องตัว สามารถมีออฟฟิศในทำเลที่ต้องการได้ทันที และใช้งานตามระยะเวลาที่จำเป็น โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว 

 

เปรียบเทียบรูปแบบสำนักงานให้เช่าก่อนลงทุน ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ประเภทของออฟฟิศ

ขนาดองค์กร

จุดเด่น

จุดด้อย

ข้อควรพิจารณา

Conventional Office

องค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ หรือธุรกิจที่มั่นคง

ควบคุมการออกแบบได้ 100% สร้างแบรนด์ชัดเจน มั่นคง

ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูง สัญญาผูกมัดระยะยาว

ค่าใช้จ่ายแฝงในการตกแต่งและบำรุงรักษา

Serviced Office

SME, บริษัทข้ามชาติ

พร้อมเข้าอยู่ทันทีบริการครบวงจร

ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่า ปรับแต่งพื้นที่ได้น้อยมาก

ภาพลักษณ์ของอาคารและผู้ให้บริการ

Coworking Space

ฟรีแลนซ์, สตาร์ทอัพ, องค์กรที่เน้น Hybrid

ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ มีโอกาสสร้างเครือข่ายธุรกิจ

ขาดความเป็นส่วนตัว อาจมีเสียงรบกวน พื้นที่ไม่คงที่ (Hot Desk)

วัฒนธรรมและบรรยากาศของสถานที่ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

Home Office

ธุรกิจคนเดียว (Solopreneur), ฟรีแลนซ์, ธุรกิจออนไลน์

ประหยัดค่าใช้จ่ายมีความยืดหยุ่นสูง

ภาพลักษณ์ไม่เป็นทางการ ขาดการพบปะทีม เส้นแบ่งงาน/ชีวิตไม่ชัดเจน

ความมีวินัยในตนเอง ข้อจำกัดในการจดทะเบียนบริษัท

Project/Pop-Up Office

ทีมโปรเจกต์เฉพาะกิจ, ธุรกิจตามฤดูกาล, ทีมสำรวจตลาด

เหมาะกับการทำงานชั่วคราวคล่องตัวสูง, เพราะสัญญาสั้นมาก

สิ่งอำนวยความสะดวกจำกัด ไม่มีความถาวร

ระยะเวลาที่ชัดเจนของโปรเจกต์

การเลือกประเภทของออฟฟิศ ไม่ใช่แค่การเลือกสถานที่ แต่คือกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อต้นทุนและวัฒนธรรมองค์กรในระยะยาว การทำความเข้าใจความแตกต่างของประเภทของออฟฟิศแต่ละแบบ จะช่วยให้เราสามารถคัดเลือกพื้นที่ที่ตอบโจทย์การทำงาน รองรับการเติบโต และสะท้อนตัวตนของธุรกิจเราได้

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาออฟฟิศที่ทั้งสวยงาม และฟังก์ชันตอบโจทย์การทำงาน JLL ประเทศไทย สามารถช่วยหาพื้นที่ทำงานที่หลากหลายขนาด และรูปแบบ เพื่อให้คุณได้ออฟฟิศที่เหมาะกับองค์กรมากที่สุด หากสนใจสามารถติดต่อเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  property.jll หรือโทร. 02 624 6471