ปัจจุบันเทรนด์การทำงานทั่วโลกเปลี่ยนไปจากเดิม จากการเข้าออฟฟิศทุกวัน หลายองค์กรใช้นโยบาย Work From Home (WFH) หรือ Hybrid Working ทำให้พนักงานไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะทำงานประจำ จึงเกิด "พื้นที่ที่สาม" หรือ The Third Place ที่ไม่ใช่บ้านหรือออฟฟิศหลัก แต่เป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ พบปะผู้คนใหม่ และสร้างสรรค์ไอเดีย จึงทำให้ Co-working Space กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนทำงานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
Co-Working Space คืออะไร?
Co-working Space คือ รูปแบบของพื้นที่ทำงานที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานร่วมกัน โดยผู้ใช้บริการอาจเป็นได้ทั้งฟรีแลนซ์ พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการสตาร์ตอัป หรือแม้แต่ทีมงานจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มาใช้พื้นที่ชั่วคราว โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานอย่างครบครัน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และห้องประชุม ซึ่งมีรูปแบบการคิดค่าบริการแบบยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี

4 ประเภทของ Co-Working Space มีอะไรบ้าง?
Co-working Space คือ พื้นที่ในการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่น ด้วยเทรนด์การทำงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้โมเดลของ Co-working เป็นสิ่งที่พัฒนาตามไปด้วย ปัจจุบันจึงมี Co-Working Space ด้วยกัน 4 ประเภทหลัก ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ดังนี้
1. Co-Working Space แบบเปิด (Open Plan/Hot Desk)
Co-Working Space แบบเปิด คือรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด โดยรูปแบบนี้จะมีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่พร้อมโต๊ะเก้าอี้ให้เลือกนั่งได้ตามต้องการโดยไม่มีที่นั่งประจำ จุดเด่นคือความยืดหยุ่นสูง ราคาประหยัด บรรยากาศคึกคัก และเปิดโอกาสพบปะผู้คนใหม่ได้ง่าย เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์ Digital Nomads หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศเป็นครั้งคราวโดยไม่ต้องการพื้นที่ประจำ
2. Co-Working Space แบบห้องส่วนตัว (Private Office)
Co-Working Space แบบห้องส่วนตัว เป็นรูปแบบที่ให้บริการห้องทำงานส่วนตัวที่มีประตูล็อกชัดเจน ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ส่วนกลาง โดยผู้ใช้งานยังคงสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางได้ทั้งหมด จุดเด่นคือความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการสมาธิสูง หรือสำหรับทีมงานขนาดเล็ก สตาร์ตอัป ที่ต้องการพื้นที่ประจำแต่ยังไม่อยากลงทุนเช่าออฟฟิศระยะยาว
3. Co-Working Space แบบเฉพาะทาง (Niche/Specialized)
Co-working แบบเฉพาะทางคือ พื้นที่ทำงานที่ออกแบบภายใต้แนวคิดที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้สูง ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง มาพร้อมกับเครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะทางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสายอาชีพนั้น ๆ เช่น
- Co-working สำหรับนักออกแบบ ที่มีเครื่องพิมพ์ 3D
- สตูดิโอถ่ายภาพสำหรับสาย Tech ที่มาพร้อมอุปกรณ์ ทดสอบซอฟต์แวร์
- ห้องครัวให้เช่า ที่มาพร้อมอุปกรณ์ในการทำครัวแบบครบมือ
4. Co-Working Space แบบ Tailor-made
สำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่ต้องการความยืดหยุ่น Co-working Space คือ ทางเลือกในการปรับแต่งพื้นที่ Tailor-made หรือ Enterprise Solution โดยผู้ให้บริการจะจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ และบริษัทสามารถกำหนดขนาดห้อง ฟังก์ชันการใช้งาน และจำนวนเวิร์กสเตชันได้เอง จุดเด่นคือการได้ออฟฟิศที่ตรงความต้องการ 100% โดยไม่ต้องแบกรับภาระการบริหารอาคาร เหมาะกับบริษัทที่ขยายตัวรวดเร็วหรือตั้งสำนักงานสาขา

Co-Working Space เหมาะกับใครบ้าง?
แนวคิดของ Co-working Space คือพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ใคร ๆ ก็สามารถเข้ามาใช้งานได้ แต่กลุ่มที่มักจะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่
- ฟรีแลนซ์ (Freelancers) และ Digital Nomads : ผู้ที่ต้องการพื้นที่ทำงานที่เป็นหลักแหล่ง มีสมาธิ มากกว่าการนั่งทำงานที่บ้านหรือร้านกาแฟ
- ธุรกิจสตาร์ตอัป (Startups) และ SMEs : ธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการประหยัดต้นทุนค่าเช่าสำนักงาน ลดภาระการตกแต่ง และต้องการความยืดหยุ่นในการขยายทีม
- พนักงานบริษัท : พนักงานที่บริษัทมีนโยบาย Hybrid Working และต้องการพื้นที่ทำงานใกล้บ้าน หรือเปลี่ยนบรรยากาศจากบ้าน
- บริษัทที่กำลังขยายตลาด : องค์กรที่ต้องการทดลองตลาดใหม่ หรือตั้งสำนักงานชั่วคราวในพื้นที่ต่าง ๆ โดยไม่ต้องทำสัญญาเช่าระยะยาว
- นักเรียน นักศึกษา: กลุ่มที่ต้องการพื้นที่สำหรับติวหนังสือ ทำโปรเจกต์กลุ่ม หรืออ่านหนังสือสอบ ที่มีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ค่าเช่า Co-working Space ครอบคลุมอะไรบ้าง
โดยทั่วไป แพ็คเกจค่าเช่าของ Co-working Space คือ การคิดค่าบริการแบบเหมารวม (All-inclusive) ซึ่งมักจะรวมค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานไว้หมดแล้ว ได้แก่ ค่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ค่าน้ำ ค่าไฟ เฟอร์นิเจอร์ทำงาน บริการทำความสะอาด และเครื่องดื่ม ชา กาแฟ
ส่วนบริการที่ไม่รวม และอาจต้องชำระเพิ่มในการใช้บริการ Co-working คือบริการอย่างการจองห้องประชุม ที่อาจมีโควตาให้ใช้ฟรีจำนวนหนึ่ง บริการพิมพ์เอกสารหรือสแกน หรือที่จอดรถส่วนตัว
ข้อดี-ข้อเสีย ของ Co-Working Space มีอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ Co-working Space สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือข้อดีและข้อจำกัด เพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์สไตล์การทำงานจริง ๆ ซึ่งเราได้ทำตารางเปรียบเทียบ ข้อดี-ข้อเสีย ของ Co-Working Space มาให้ เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ดังนี้
ข้อดีของ Co-Working Space | ข้อเสียของ Co-Working Space |
ประหยัดต้นทุน : ไม่ต้องลงทุนค่าตกแต่ง ค่ามัดจำสูง หรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ | ขาดความเป็นส่วนตัว : โดยเฉพาะในพื้นที่แบบ Open Plan อาจมีเสียงรบกวน |
ความยืดหยุ่นสูง : มีสัญญาระยะสั้น (รายวัน/รายเดือน) ขยายหรือลดพื้นที่ง่าย | การแข่งขันใช้ทรัพยากร : ห้องประชุมอาจมีการจองเต็มในช่วงเวลาเร่งด่วน |
สิ่งอำนวยความสะดวกครบ : พร้อมทำงานทันที | ข้อจำกัดในการปรับแต่ง : ไม่สามารถตกแต่งหรือเปลี่ยนเลย์เอาต์ได้ตามใจชอบ (ยกเว้น Private Office) |
สร้างเครือข่ายง่าย : มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลายอาชีพ เกิดการต่อยอดธุรกิจ | ความปลอดภัยของข้อมูล : ต้องระมัดระวังเรื่องข้อมูลที่เป็นความลับในพื้นที่ใช้ร่วมกัน |
ทำเลที่ตั้งเดินทางง่าย : ส่วนใหญ่อยู่ในย่านธุรกิจ (CBD) ใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก | สิ่งรบกวนสมาธิ: บรรยากาศที่คึกคักอาจไม่เหมาะกับงานที่ต้องการสมาธิ |
สร้างแรงบันดาลใจ : การออกแบบที่ทันสมัยช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ | วัฒนธรรมองค์กร : อาจสร้างวัฒนธรรมองค์กรของตัวเองได้ยาก เมื่อใช้พื้นที่ร่วมกับผู้อื่น |
เคล็ดลับในการเลือก Co-working Space ที่ดีมีอะไรบ้าง
การเลือก Co-working Space คือการตัดสินใจที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงาน โดยปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา มีดังนี้
- ทำเลที่ตั้ง - เลือกสถานที่ใกล้รถไฟฟ้า สะดวกในการเดินทาง มีร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
- บรรยากาศและวัฒนธรรม - พิจารณาว่าบรรยากาศการทำงานเหมาะกับทีมหรือไม่ บางที่เน้นความเงียบสงบ บางที่มีชุมชนคึกคักเหมาะกับการสร้างเครือข่าย ควรสอดคล้องกับสไตล์การทำงานและวัฒนธรรมองค์กร
- สิ่งอำนวยความสะดวก - ตรวจสอบว่ามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเสถียร ห้องประชุม พื้นที่พักผ่อน เครื่องดื่ม ที่จอดรถ และอุปกรณ์สำนักงานครบครัน ตรงกับความต้องการใช้งานจริงของทีม
- ความยืดหยุ่นของแพ็กเกจ - เลือกแพ็กเกจที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี และสามารถเพิ่มพื้นที่เมื่อธุรกิจเติบโตโดยไม่ต้องย้ายสถานที่
- ราคา - เปรียบเทียบราคากับสิ่งที่ได้รับ ควรคุ้มค่าและเหมาะสมกับงบประมาณ แต่ไม่ควรเป็นปัจจัยเดียวในการตัดสินใจ เพราะคุณภาพพื้นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว
7 เหตุผลสำคัญ ที่ผู้ประกอบการเลือก Co-Working Space มีอะไรบ้าง
Co-working space คือตัวเลือกที่เหมาะสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ หรือ SMEs ขนาดเล็ก ไปจนถึงขนาดกลาง เพราะมีเหตุผลดี ๆ มากมาย ที่ผู้ประกอบการหลายคนมองว่า Co working คือพื้นที่ทำงานที่ดีที่สุดในยุคนี้
- ประหยัดต้นทุน เหตุผลหลักที่ Co-working space เป็นตัวเลือกยอดนิยมคือช่วยลดต้นทุนได้มาก ไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก้อนโตสำหรับค่าเช่า ค่ามัดจำ ค่าตกแต่งภายใน ค่าเฟอร์นิเจอร์ หรือค่าติดตั้งอินเทอร์เน็ต สามารถควบคุม Fixed Cost รายเดือนได้ชัดเจน ช่วยบริหารกระแสเงินสดง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจสตาร์ตอัปที่ต้องการความยืดหยุ่น
- มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน แม้จะเป็นบริษัทสตาร์ตอัปขนาดเล็ก แต่การมีพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนชัดเจนก็สำคัญ Co-working คือสถานที่ที่มีการจัดโซนการใช้งานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโซนเงียบสำหรับงานที่ต้องการสมาธิ โซนพักผ่อนเพื่อผ่อนคลาย พื้นที่สร้างสรรค์ไอเดีย พื้นที่รับประทานอาหาร และห้องประชุมสำหรับรับรองลูกค้าอย่างมืออาชีพ โดยไม่ต้องลงทุนออกแบบและก่อสร้างเอง
- ออกแบบทันสมัย Co-working Space ส่วนใหญ่มักมีการออกแบบที่สวยงาม ทันสมัย สร้างแรงบันดาลใจ เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถให้มาร่วมงาน แต่ยังช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์ เมื่อมาประชุมร่วมกันอีกด้วย
- สิ่งอำนวยความสะดวกครบ การเลือกใช้ Co-working Space คือการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ Enterprise บริการต้อนรับที่คอยรับพัสดุและต้อนรับแขก บริการด้าน IT Support แม่บ้านทำความสะอาด ไปจนถึงเครื่องชงกาแฟ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ทีมงานโฟกัสกับงานหลักได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการจิปาถะต่าง ๆ ของออฟฟิศ
- มีเงื่อนไขในการเช่ายืดหยุ่น การเช่าออฟฟิศแบบเดิม ๆ มักมาพร้อมสัญญาระยะยาว อย่างน้อยต้อง 3-5 ปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำหรับธุรกิจใหม่ แต่ Co-working เป็นรูปแบบสัญญาที่มีความยืดหยุ่นกว่ามาก เพราะเราสามารถเลือกได้ตั้งแต่รายวัน รายเดือน หรือรายปี และที่สำคัญคือสามารถขยายตัวได้ง่ายหากทีมโตขึ้น เพียงใช้บริการเช่าห้องที่ใหญ่ขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องย้ายที่อยู่
- การเดินทางสะดวกสบาย ส่วนใหญ่แล้วทำเลที่ตั้งของ Co-working Space จะตั้งอยู่บนพื้นที่โซน CBD ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ด้วยบริการขนส่งสาธารณะ เช่น BTS หรือ MRT ทำให้การเดินทางมีความสะดวกสบาย ช่วยลดเวลาและความเหนื่อยล้าของพนักงาน และยังง่ายต่อการนัดหมายลูกค้าอีกด้วย
- เพิ่มโอกาสในการสร้าง Connection จุดเด่นของ Co-working คือความเป็น Community ที่ภายในพื้นที่เต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายอุตสาหกรรม บางพื้นที่อาจมีการจัดกิจกรรม Networking เวิร์กช็อป หรือสัมมนาอยู่เสมอ ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสได้พบปะกัน เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือแม้แต่หาลูกค้าและพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ ได้โดยตรงภายในพื้นที่ทำงาน
Co-working Space คือ พื้นที่ทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การแชร์โต๊ะทำงาน แต่ Co-working คือ การนำเสนอแนวทางการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และการเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่และธุรกิจสตาร์ตอัปมองหา ซึ่งเป็นมากกว่าเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่รองรับอนาคตของการทำงานในอนาคต
การมองหา Co-working Space ที่ตอบโจทย์การทำงาน ถือเป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้กับพนักงานในองค์กรได้ สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่กำลังมองหา Co-working Space แบบต่าง ๆ JLL Thailand เราเป็นบริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ตัวแทนให้เช่าอาคารสำนักงาน ที่มีโครงการที่ดูแลอยู่หลาย ๆ โซน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละองค์กรได้อย่าลงตัว สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ property.jll หรือ โทร 02 624 6471



