ปี 2026 รูปแบบการทำงานขององค์กรทั่วโลกและในประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไป มีการปรับเปลี่ยนนโยบายจากการทำงานในออฟฟิศแบบเต็มเวลา มาสู่รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น คำถามสำคัญที่หลายคนยังคงสงสัยคือ Hybrid Working คืออะไร เป็นรูปแบบการทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ
Hybrid Working คืออะไร?
Hybrid Working คือ รูปแบบการทำงานแบบผสมผสาน พนักงานสามารถสลับวันทำงานระหว่างการเข้ามาปฏิบัติงานที่ออฟฟิศ (On-site) และการทำงานจากที่อื่น (Remote Work) ได้ตามข้อตกลงที่เหมาะสม
Hybrid Working vs Remote Work vs WFH ต่างกันอย่างไร
มาดูความแตกต่างระหว่าง Hybrid Working, Remote Work และ Work From Home กัน
- WFH (Work From Home) คือการทำงานจากที่บ้านเพียงอย่างเดียว
- Remote Work คือการทำงานจากที่ใดก็ได้ในโลกโดยไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเลย
- Hybrid Working การผสมผสานข้อดีของการทำงานทางไกลเข้ากับการเข้ามาใช้พื้นที่ออฟฟิศเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ และทำงานร่วมกับทีม

ประเภทของ Hybrid Working ที่องค์กรเลือกใช้กันมากที่สุดคืออะไร?
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกองค์กร การทำงานแบบ Hybrid จึงถูกปรับแต่งออกเป็นหลายประเภทให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ
- Hybrid แบบ Flexible
องค์กรให้อิสระแก่พนักงานในการตัดสินใจเลือกวันกับเวลาที่จะเข้ามาทำงานในออฟฟิศด้วยตนเอง มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับทีมที่มีวุฒิภาวะสูง และสามารถบริหารจัดการงานของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยม
- Hybrid แบบกำหนดวัน
องค์กรเป็นผู้กำหนดวันเข้าออฟฟิศ และวันทำงานทางไกลอย่างชัดเจน เช่น กำหนดให้ทุกคนในทีมต้องเข้ามาประชุมพร้อมกันในวันอังคารและวันพฤหัสบดี ช่วยให้การนัดหมาย และการบริหารจัดการพื้นที่ออฟฟิศทำได้ง่ายขึ้น
- Hybrid แบบเน้นเข้าออฟฟิศ
เน้นการทำงานในออฟฟิศเป็นหลัก โดยอาจกำหนดให้เข้ามาทำงาน 3 - 4 วันต่อสัปดาห์ และอนุญาตให้ทำงานทางไกลได้ 1 - 2 วัน
- Hybrid แบบเน้น Remote
พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากที่ใดก็ได้เป็นหลัก และจะเข้ามาที่ออฟฟิศเฉพาะในวันที่มีกิจกรรมสำคัญ การประชุมใหญ่ หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในทีมเท่านั้น
- Hybrid แบบ Satellite Office
องค์กรจะกระจายพื้นที่ทำงานขนาดเล็ก หรือเช่า Co-working space ตามจุดต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานเดินทางไปทำงานในจุดที่ใกล้บ้านที่สุด
6 วิธีที่ Hybrid Working ช่วยจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง?
การทำงานแบบ Hybrid ไม่เพียงแต่ให้ความยืดหยุ่น แต่ยังเป็นการบริหารเวลาได้อย่างถูกวิธี
1. ตัดเวลาเดินทางไป-กลับออฟฟิศ ได้ เฉลี่ย 1-3 ชั่วโมงต่อวัน
ช่วยลดเวลาในการเดินทางได้เฉลี่ย 1-3 ชั่วโมง ต่อวัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ไม่ต้องฝ่าการจราจรที่ติดขัด เราสามารถนำเวลานี้ไปจัดการงานที่คั่งค้าง พักผ่อนให้เพียงพอ หรือพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ได้
2. เลือกสถานที่ทำงานตามประเภทงาน เพิ่ม Focus Time
เราจัดสรรเวลา และสถานที่ให้ตรงกับลักษณะงาน หากเป็นงานที่ต้องใช้สมาธิสูง (Deep Work) การทำงานที่บ้านหรือมุมเงียบ ๆ จะช่วยลดการถูกรบกวนได้ดีที่สุด ส่วนงานที่ต้องระดมสมองหรือวางแผนกลยุทธ์ร่วมกัน ก็สามารถเลือกไปทำในวันที่เข้าออฟฟิศ
3. บริหารเวลาตามจังหวะร่างกาย
แต่ละคนมีช่วงเวลาที่สมองตื่นตัว และมีพลังงานสูงสุดไม่เหมือนกัน ความยืดหยุ่นของระบบนี้ช่วยให้เราสามารถออกแบบตารางงานให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของตนเอง
4. ใช้เทคโนโลยีจัดการ Workflow ลดเวลา Meeting ที่ไม่จำเป็น
การสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทันที ผ่านเครื่องมือจัดการโปรเจกต์ เราสามารถอัปเดตความคืบหน้าของงานผ่านระบบได้โดยไม่ต้องรอนัดประชุม ทำให้ทุกคนมีเวลาโฟกัสกับงานตรงหน้ามากขึ้น
5. รักษา Work-Life Balance ได้ดีขึ้น
เมื่อสามารถจัดการเวลาทำงาน และเวลาส่วนตัวให้ผสานกันได้อย่างลงตัว เราจะมีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้นโดยไม่กระทบกับเวลางาน ช่วยลดความเครียดลง
6. ตั้งเป้าหมายชัด + วาง Roadmap ทำงานเป็น Result-Oriented แทน Time-Oriented
การทำงานแบบ Hybrid Working ช่วยให้ทั้งหัวหน้า และลูกน้องต้องตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน การประเมินผลจะมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของชิ้นงานมากกว่า ทำให้เราเรียนรู้ที่จะจัดลำดับความสำคัญของงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Hybrid Working ข้อดี ข้อเสีย ที่ต้องรู้ก่อนนำมาใช้คืออะไร?
การทำความเข้าใจ Hybrid Working ข้อดี ข้อเสีย ก่อนการนำโมเดลนี้มาใช้จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบด้านเพื่อให้การปรับโครงสร้างองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่น
ข้อดีของ Hybrid Working
- เพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพของผลงาน
- ลดต้นทุนค่าเช่า และค่าใช้จ่ายในการบริหารสำนักงาน
- ดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ
- พนักงานมีสุขภาพกาย และจิตใจที่ดีขึ้น ขาดงานน้อยลง
ข้อเสียของ Hybrid Working
- อาจเกิดช่องว่างในการสื่อสาร หากระบบภายในไม่แข็งแรง
- พนักงานบางส่วนอาจรู้สึกแปลกแยก หรือขาดความผูกพันกับองค์กร
- ความท้าทายในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
- หัวหน้างานอาจพบความยากลำบากในการประเมินผล หรือติดตามความคืบหน้า
เคล็ดลับสร้าง Hybrid Working ที่จัดการเวลาได้จริง
การสร้างระบบ Hybrid Working ที่สามารถจัดการเวลาได้จริงต้องมีกติการ่วมกัน เพื่อให้ทุก ๆ คนภายในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. กำหนด Core Hours (ช่วงเวลาหลักในการทำงาน) พนักงานทุกคนต้องสแตนด์บายและออนไลน์พร้อมกัน เพื่อให้การติดต่อสื่อสาร นัดหมายประชุม หรือประสานงานด่วนระหว่างทีมเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
2. สร้างความโปร่งใสด้วยการแชร์ปฏิทิน ทุก ๆ คนในทีมควรอัปเดตและแชร์ตารางงานรวมถึงสถานะของตัวเองลงในปฏิทินส่วนกลาง เพื่อให้รู้ว่าใครเข้าออฟฟิศวันไหน หรือทำงานจากที่ใด เพื่อให้การนัดหมายโปรเจกต์ต่าง ๆ จัดการได้ง่ายขึ้น
3. บริหารตารางงานส่วนบุคคลล่วงหน้า พนักงานควรวางแผนล่วงหน้าว่าในสัปดาห์นั้น ๆ วันไหนจะเน้นทำงานเดี่ยวที่ต้องใช้สมาธิสูงจากที่บ้าน และวันไหนจะเข้าออฟฟิศเพื่อเน้นการประชุม วางกลยุทธ์ หรือทำงานร่วมกับทีม
4. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการประชุมที่พร่ำเพรื่อ แล้วหันมาใช้เครื่องมือจัดการโปรเจกต์ในการอัปเดตความคืบหน้าของงานแทน เพื่อให้ทีมมีเวลาโฟกัสกับงานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่โดยไม่โดนขัดจังหวะ
เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ Hybrid Working ต้องมี
- Communication Tools แพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ เช่น Microsoft Teams, Slack และ Zoom
- Project Management เครื่องมือติดตามความคืบหน้า และแจกจ่ายงาน
- Time Tracking ระบบจัดการเวลาส่วนบุคคลเพื่อช่วยวางแผนการทำงาน
- Cyber Security ระบบ VPN เครือข่ายส่วนตัวเสมือน และการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลเมื่อพนักงานทำงานนอกสถานที่
แนวโน้ม และอนาคตของ Hybrid Working หลังปี 2026 จะเป็นยังไง?
ในอนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการลบเส้นแบ่งระหว่างการทำงานแบบ On-site และ Remote มากขึ้น AI จะช่วยวิเคราะห์ และจัดตารางเวลาเข้าออฟฟิศของทีมให้โดยอัตโนมัติ การประชุมผ่าน Virtual Reality (VR) และ Metaverse Office จะก้าวเข้ามาสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันเสมือนจริง ทำให้พนักงานรู้สึกเหมือนนั่งทำงานอยู่ข้างกันแม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละซีกโลกก็ตาม
ออฟฟิศแบบไหนที่รองรับ Hybrid Working ได้ดี?
เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป พื้นที่สำนักงานก็ต้องเปลี่ยนตาม ออฟฟิศแบบเดิมที่เต็มไปด้วยโต๊ะประจำจะถูกปรับเปลี่ยนไปสู่โครงสร้างใหม่ ดังนี้
- Flex Space พื้นที่ออฟฟิศแบบยืดหยุ่นที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาด และฟังก์ชันการใช้งานได้ตามความต้องการรายวัน
- Hot Desk ระบบแชร์โต๊ะทำงานที่ไม่มีการระบุที่นั่งประจำ ช่วยประหยัดพื้นที่สำหรับพนักงานที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศทุกวัน
- Collaboration Zone พื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อการระดมสมอง และกิจกรรมกลุ่มโดยเฉพาะ พร้อมเทคโนโลยีรองรับการประชุมแบบผสมผสาน
Hybrid Working คือ รูปแบบการทำงานที่ผสมผสานระหว่างการเข้าทำงานที่ออฟฟิศ กับการทำงานแบบ Remote working เข้าด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่กระแสเพียงชั่วคราว แต่เป็นวิธีการบริหารเวลา และทรัพยากรที่ตอบโจทย์โครงสร้างองค์กรในอนาคต การเริ่มต้นปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จำเป็นต้องอาศัยการปรับปรุงพื้นที่ออฟฟิศให้สอดรับกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เพื่อควบคุมต้นทุนการเช่าออฟฟิศให้มีความคุ้มค่า
หากเรากำลังมองหาทำเลศักยภาพ หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยคัดเลือกพื้นที่สำนักงานที่ตอบโจทย์ทั้งขนาดและทำเลที่ใช่ JLL ประเทศไทย พร้อมให้คำปรึกษา และนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุด ให้คุณได้ออฟฟิศที่ใช่ ในทำเลที่ต้องการ พร้อมหาพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมของคุณจากหลากหลายตัวเลือก และขนาด ติดต่อเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ JLL ประเทศไทย หรือโทร. 02 624 6471
Reference:



