Work Life Balance หรือ WLB แนวคิดสำคัญ ที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งเวลาทำงานและชีวิตส่วนตัวอย่างเท่า ๆ กัน เพื่อสร้างสมดุลที่ลงตัวระหว่างงานกับการใช้ชีวิตส่วนตัว ซึ่ง WLB นั้นเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวพนักงานและองค์กร เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และความผูกพันต่อองค์กร ลดความเครียดและอัตราการลาออก (Turnover Rate) ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่น่าดึงดูดใจให้กับคนทำงานรุ่นใหม่
Work Life Balance คืออะไร?
Work Life Balance คือ แนวคิดที่เน้นให้เราจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพควบคู่กันไป ทำให้เราสามารถทุ่มเทให้กับการทำงานได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่กำหนด และมีเวลาเพียงพอสำหรับการพักผ่อน ดูแลสุขภาพ พัฒนาตัวเอง รวมถึงใช้เวลากับครอบครัวและคนที่รัก ซึ่งทำให้มีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น ไม่เกิดภาวะหมดไฟจากการทำงาน
ประโยชน์ของ Work Life Balance ในองค์กรมีอะไรบ้าง?
- สำหรับพนักงาน เมื่อเรามี Work Life Balance ที่ดี สุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีเวลาพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากความเครียดและการทำงาน เราจะมีเวลาไปทำกิจกรรมที่ชอบ พัฒนาทักษะใหม่ ๆ หรือใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว ซึ่งเป็นการชาร์จพลังงานและความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เรากลับมาทำงานด้วยสมาธิและความกระตือรือร้นที่สูงขึ้น
- สำหรับองค์กร การส่งเสริม Work Life Balance ในองค์กร ไม่ได้มีประโยชน์ต่อพนักงานเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจอีกด้วย องค์กรที่มีนโยบาย WLB ที่ชัดเจนจะทำให้พนักงานมีความพึงพอใจและความผูกพันสูงขึ้น ลดอัตราการลาออกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการหาบุคลากรใหม่ พนักงานที่มีความสุขและได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ สามารถสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะทำงานหนักขึ้น เพื่อตอบแทนองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี

6 สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังขาด Work Life Balance
เราอาจกำลังเสียสมดุลชีวิตและการทำงานไปแล้ว หากพบว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้
- ไม่มีเวลาสำหรับการดูแลตัวเอง ทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดให้กับการทำงาน จนไม่เหลือเวลาไปออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ หรือแม้แต่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ทำงานล่วงเวลาเกินไป เราทำงานเกินเวลาทำการอยู่เสมอ หรือรู้สึกว่าต้องพร้อมตอบอีเมลและข้อความที่เกี่ยวกับงานแม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์
- ความเครียดสูง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย วิตกกังวลสูง นอนไม่หลับ หรือรู้สึกว่าความเครียดจากงานส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
- เบื่องาน หรือขาดแรงบันดาลใจ เริ่มรู้สึกหมดไฟ (Burnout) ขาดความกระตือรือร้น และมองว่างานที่ทำไม่มีความหมายหรือท้าทายอีกต่อไป
- คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ หมกมุ่นอยู่กับการพิสูจน์ตัวเองและกังวลว่าผลงานที่ออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัดของตัวเองไปมากแล้ว
- รู้สึกโดดเดี่ยว ใช้ชีวิตที่แยกขาดจากสังคมภายนอก ไม่มีเวลาพบปะเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ทำให้รู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว

วิธีปรับสมดุลการทำงานและชีวิต ทั้งในมุมของพนักงาน และองค์กร
การสร้างสมดุลที่ดีต้องอาศัยความร่วมมือและการปรับเปลี่ยนทั้งในมุมมองของพนักงานและนโยบายขององค์กร
มุมของพนักงาน
- การจัดลำดับความสำคัญ ควรกำหนดขอบเขตและจัดลำดับงานด่วน งานที่สำคัญอย่างชัดเจน อาจใช้ To-Do List หรือเทคนิค Kanban Board เพื่อให้เห็นภาพรวมของงานทั้งหมด ประโยชน์คือการลดความเครียดและช่วยให้งานสำคัญสำเร็จตามเป้าหมาย
- การตั้งเวลาและขอบเขตชัดเจน กำหนดเวลาเริ่ม-เลิกงานอย่างเคร่งครัด และเรียนรู้ที่จะปิดงานเมื่อถึงเวลาพักผ่อน การปิดแจ้งเตือนอีเมลหรือข้อความนอกเวลางาน จะช่วยให้เรามีเวลาพักผ่อนและชีวิตส่วนตัวที่เพียงพอ
- การพักผ่อนและฟื้นฟูพลัง ให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างเพียงพอและพักสายตาระหว่างการทำงานเป็นระยะ การทำกิจกรรมผ่อนคลายหรืองานอดิเรกที่ชอบจะช่วยฟื้นฟูพลังงาน เพิ่มสมาธิ และความคิดสร้างสรรค์ได้
- การสร้างกิจวัตรเพื่อสุขภาพ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และลองฝึกสติ (Mindfulness) เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากความเครียด
- การใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ (Smart Work Tools) ใช้แอปพลิเคชันหรือเครื่องมือบริหารจัดการงาน เพื่อจัดระเบียบและลดเวลาที่ต้องเสียไปกับงานซ้ำซ้อน ทำให้เรามีเวลาเหลือสำหรับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
มุมขององค์กร หรือนายจ้าง
การสร้าง Work Life Balance ในองค์กร เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ
- นโยบายยืดหยุ่น องค์กรควรมีนโยบายที่มีความยืดหยุ่น เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น นโยบาย WFH หรือการให้วันลาพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อให้พนักงานมีความสุข ลดภาวะ Burnout และเพิ่มอัตราการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรมากขึ้น
- การสนับสนุนสุขภาพและความผ่อนคลาย องค์กรควรจัดให้มีมุมพักผ่อน จัดกิจกรรมฟิตเนส หรือเวิร์กชอป Mindfulness เพื่อส่งเสริมสุขภาพของพนักงาน เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- การวางโครงสร้างงานที่สมดุล หัวหน้างานต้องกระจายและแบ่งงานให้เหมาะสมกับศักยภาพของพนักงานแต่ละคน รวมถึงตั้งเป้าหมายและ KPI ที่เป็นจริง การจัดการนี้จะช่วยลดความกดดันและทำให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน WLB ผู้นำและผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรักษาสมดุลชีวิต เช่น การไม่ส่งอีเมลนอกเวลางาน และไม่รบกวนเมื่อพนักงานใช้สิทธิ์วันลา เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง จะทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการสนับสนุนในการสร้าง Work Life Balance ในองค์กร
- การใช้เทคโนโลยีและระบบองค์กร การใช้ Collaboration Tools และ HR System ที่ทันสมัยเพื่อติดตามเวลาพักและการลางานอย่างโปร่งใส ช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการงานและช่วยให้พนักงานรักษาสมดุลชีวิตได้ง่ายขึ้น
เคล็ดลับการสร้าง Work Life Balance ในองค์กรสำหรับเจ้าของธุรกิจและ HR
เจ้าของธุรกิจและฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Work Life Balance ในองค์กร เราควรเริ่มต้นจากการประกาศและบังคับใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นอย่างจริงจัง พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ผู้บริหารระดับสูงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ WLB อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมหรือโปรแกรมสุขภาพที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงาน เช่น การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต (EAP) หรือการจัดหาพื้นที่ออกกำลังกาย ถือเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ นอกจากนี้เราควรประเมินผลนโยบาย WLB อย่างสม่ำเสมอ ผ่านการสำรวจความเห็น (Feedback) เพื่อนำมาปรับปรุงและทำให้การสร้าง Work Life Balance ในองค์กร เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงานได้อย่างแท้จริง
Work Life Balance คือ หัวใจสำคัญของการทำงานยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การสร้างความสมดุลที่ดีระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งสำหรับพนักงานที่ได้รับสุขภาวะที่ดีขึ้น มีเวลาพัฒนาตนเอง และลดความเครียด ในขณะที่ธุรกิจก็ได้ประโยชน์จากการที่พนักงานมี Productivity ที่สูงขึ้น มีความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น และลดอัตราการลาออก การให้ความสำคัญกับ Work Life Balance คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว
การมีออฟฟิศในทำเลที่ดีและสะดวกสบาย คือก้าวแรกของการสร้างสมดุลให้พนักงาน JLL ประเทศไทย พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในการค้นหาออฟฟิศสำหรับองค์กรของคุณ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำงานขนาดเล็กสำหรับสตาร์ทอัพ หรืออาคารสำนักงานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เรามีให้เลือกหลากหลายขนาด หลากหลายทำเล ที่ตั้งอยู่ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อลดเวลาเดินทางและเพิ่มเวลาส่วนตัวให้พนักงาน ให้ JLL ช่วยคุณหาพื้นที่ออฟฟิศที่ดี สะดวก เพื่อส่งเสริม Work Life Balance ที่ดี ติดต่อเพิ่มเติมโทร.02 624 6471
Reference :



