Design Thinking คือ แนวคิดเชิงออกแบบ ที่เข้ามาพลิกโฉมวิธีการทำงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์มากขึ้น อย่าง iPod ของ Apple ที่ไม่ได้มองแค่การสร้างเครื่องเล่นเพลงทั่วไป แต่มองไปถึงประสบการณ์การเข้าถึงเสียงเพลงของมนุษย์ หรือ Airbnb ที่เปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการเกือบล้มละลายให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่พักระดับโลก ด้วยการเดินลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจความต้องการ และข้อจำกัดของผู้ใช้งานจริง บทความนี้จะช่วยไปรู้จักว่า Design Thinking Process คืออะไร ช่วยพัฒนาองค์กรได้อย่างไร
Design Thinking คืออะไร?
Design Thinking คือ กระบวนการคิดเชิงออกแบบที่เน้นการแก้ไขปัญหาและพัฒนานวัตกรรมโดยมีมนุษย์หรือผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เป็นการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับตรรกะทางธุรกิจเพื่อค้นหาทางออกที่เหมาะสม เป็นระบบ และตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง เพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ทำไมองค์กรชั้นนำถึงใช้ Design Thinking?
องค์กรชั้นนำหลาย ๆ แห่งเลือกนำแนวคิด Design Thinking มาใช้ เพราะช่วยขับเคลื่อนองค์กร เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสสำเร็จ
ประโยชน์ของ Design Thinking ต่อองค์กร
การปรับใช้กระบวนการนี้ช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ ลดค่าใช้จ่าย และเวลาในการลองผิดลองถูกจากการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด
ประโยชน์ของ Design Thinking ต่อพนักงานในองค์กร
พนักงานจะได้รับการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ มีพื้นที่ในการแสดงความคิดสร้างสรรค์โดยไม่มีการตัดสิน ช่วยสร้างทัศนคติการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ก

Design Thinking Process คืออะไร? 5 ขั้นตอนที่ต้องรู้
Design Thinking Process คือกระบวนการทำงานเชิงออกแบบที่ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลักดังนี้
ขั้นที่ 1: Empathize เข้าใจปัญหาจากมุมมองผู้ใช้จริง
การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง โดยเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในบริบทของผู้ใช้งานจริง โดยละทิ้งอคติหรือข้อสมมติฐานเดิมของตัวเองทั้งหมด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความจริงจากฝั่งผู้บริโภค
ขั้นที่ 2: Define กำหนดปัญหาให้ชัดเจน
นำข้อมูลดิบทั้งหมดที่รวบรวมได้จากขั้นแรกมาวิเคราะห์ คัดกรอง และจัดหมวดหมู่ เพื่อให้ได้ปัญหาที่แท้จริง โดยยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อคิดค้นวิธีการแก้ไขในขั้นตอนต่อไปโดยไม่หลงประเด็น
ขั้นที่ 3: Ideate ระดมความคิดอย่างไม่มีข้อจำกัด
ขั้นตอนของการระดมสมองเพื่อค้นหาหนทางแก้ไขปัญหาให้ได้มากที่สุดและหลากหลายที่สุด โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมแชร์ไอเดียได้อย่างอิสระ เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ก่อนจะนำไอเดียเหล่านั้นมาคัดให้เหลือแนวทางที่ดีที่สุด
ขั้นที่ 4: Prototype สร้างต้นแบบเพื่อทดสอบ
เปลี่ยนไอเดียที่เลือกไว้ให้กลายเป็นรูปร่างที่จับต้องได้ โดยเน้นการสร้างแบบจำลองที่เรียบง่าย รวดเร็ว และใช้ต้นทุนต่ำที่สุด เพื่อสร้างสื่อกลางที่ช่วยอธิบายแนวคิดเพื่อนำไปใช้ในการทดลอง ค้นหาข้อบกพร่อง และปรับเพื่อให้ดีที่สุด
ขั้นที่ 5: Test ทดสอบกับผู้ใช้งานจริง
นำต้นแบบที่สร้างขึ้นไปให้กลุ่มเป้าหมายทดลองใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมจริง และเก็บข้อมูล เพื่อพิสูจน์ว่าไอเดียของเราถูกต้อง ทำเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาด นำผลตอบรับมาปรับปรุงแก้ไขต้นแบบ เพื่อให้ได้โซลูชันที่เหมาะสม
Design Thinking vs Agile vs Lean Startup ต่างกันอย่างไร
สามแนวคิดนี้มีจุดเน้นและวิธีการที่แตกต่างกันอย่าง
- Design Thinking เน้นไปที่การค้นหาและทำความเข้าใจปัญหาที่ถูกต้องผ่านมุมมองของผู้ใช้งาน เหมาะสำหรับใช้ในช่วงเริ่มต้นโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าควรทำอะไร
- Lean Startup จุดเด่นคือการสร้างโมเดลธุรกิจที่รวดเร็วผ่านลูป สร้าง-วัดผล-เรียนรู้ เน้นการสร้าง Minimum Viable Product เพื่อทดสอบสมมติฐานตลาด เหมาะสำหรับการตรวจสอบว่าสิ่งที่จะทำมีคนยอมจ่ายเงินซื้อหรือไม่
- Agile กระบวนการพัฒนาและส่งมอบงานที่มีความยืดหยุ่น แบ่งงานเป็นรอบสั้น ๆ เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมาะสำหรับการลงมือสร้างผลิตภัณฑ์หรือซอฟต์แวร์ให้เสร็จสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีเริ่มต้นทำ Design Thinking ในองค์กร
การนำกระบวนการนี้เข้ามาปรับใช้ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ และยั่งยืน ต้องอาศัยการวางรากฐานและเตรียมความพร้อมในหลายดังนี้
1. ใครควรเข้าร่วม Design Thinking Workshop?
การจัดเวิร์กชอปที่มีประสิทธิภาพควรมาจากทีมที่หลากหลายสายงาน สมาชิกจากแผนกต่าง ๆ เพราะการรวมตัวของผู้ที่มีประสบการณ์ และมุมมองที่แตกต่างกัน จะช่วยให้มองเห็นมิติของปัญหาได้รอบด้าน และสร้างสรรค์ไอเดียได้หลากหลายกว่าการทำงานในแผนกเดิม
2. Mindset ที่ต้องมีก่อนทำ Design Thinking
การปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนในทีม ต้องเปิดใจรับฟังโดยไม่มีอคติ ยอมรับความล้มเหลวให้เร็วเพื่อเรียนรู้ให้ไว เน้นลงมือทำให้เห็นภาพมากกว่าการพูดคุย และการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ในตัวเองเพื่อทะลายกรอบจำกัดเดิม ๆ
3. เครื่องมือที่ใช้ใน Design Thinking Workshop
- กระดาษโพสต์อิท หลากสีสำหรับเขียนและจัดกลุ่มไอเดียอย่างรวดเร็ว
- กระดาษฟลิปชาร์ทแผ่นใหญ่สำหรับวาดภาพโครงร่างหรือแผนผัง
- บอร์ดติดผนังสำหรับการจัดเรียงลำดับความสำคัญของข้อมูล เพื่อให้ทุกคนในทีมมองเห็นภาพรวมตรงกัน
เครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยทำ Design Thinking
เครื่องมือดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อทีมให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างราบรื่น
- Miro: แพลตฟอร์มกระดานไวท์บอร์ดออนไลน์ขนาดใหญ่ที่มีเทมเพลตสำเร็จรูปสำหรับกระบวนการคิดเชิงออกแบบ
- Figma: เครื่องมือสร้างต้นแบบที่ทำได้ทั้งแบบ Wireframe ความละเอียดต่ำไปจนถึง UI ที่มีความเสมือนจริงสูง ช่วยให้ทีมออกแบบ และผู้ใช้งานเห็นภาพระบบ และทดสอบการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
- Mural: กระดานดิจิทัลที่เน้นการทำงานร่วมกันในเชิงกลยุทธ์และการทำ Workshop มีฟังก์ชันระบบจับเวลา และการโหวตคะแนนที่ช่วยให้การดำเนินกิจกรรมระดมสมองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- Notion: ระบบจัดการฐานข้อมูล และเอกสาร ใช้บันทึกข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน สรุปผลการวิเคราะห์ปัญหา และติดตามสถานะความคืบหน้าของโครงการในที่เดียว
งบประมาณและเวลาในการทำ Design Thinking Workshop
การวางแผนทรัพยากรขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการ และเป้าหมายขององค์กร โดยทั่วไปสำหรับการทำเวิร์กชอปเริ่มต้นเพื่อแก้โจทย์เฉพาะด้าน จะใช้เวลาประมาณ 2 - 5 วันทำการ เพื่อให้ทีมมีเวลาเพียงพอในการลงลึกตั้งแต่ขั้นทำความเข้าใจผู้ใช้ไปจนถึงสร้างต้นแบบ และทดสอบ ในส่วนของงบประมาณจะแปรผันตามค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ อุปกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญหรือวิทยากรภายนอกที่เป็นผู้แต่งตั้งกระบวนการ และค่าใช้จ่ายในการทำแบบจำลองเพื่อทดลองกับกลุ่มเป้าหมายจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อทำ Design Thinking และวิธีหลีกเลี่ยง
อุปสรรคหลัก ๆ คือการรีบด่วนสรุปปัญหาในขั้น Define โดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจผู้ใช้อย่างลึกซึ้งพอในขั้น Empathize วิธีแก้คือต้องให้เวลากับการสำรวจภาคสนาม และการพูดคุยกับผู้ใช้งานจริง อีกข้อผิดพลาดคือการที่คนในทีมยึดติดกับไอเดียแรกของตัวเอง หรือกลัวความล้มเหลว ทำให้สร้างต้นแบบที่หรูหราและใช้เวลานานเกินไป ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการปลูกฝังแนวคิดการสร้างต้นแบบที่หยาบ เร็ว และราคาถูก เพื่อเน้นการเก็บข้อมูลป้อนกลับมากกว่าความสมบูรณ์แบบ
Design Thinking คือทางลัดสู่การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์มนุษย์ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหา แต่คือการเปลี่ยน "อุปสรรค" ให้เป็น "โอกาส" ที่ผ่านกระบวนการคิด และทดสอบอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกการลงทุนในองค์กรเกิดความคุ้มค่า และยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ JLL ประเทศไทย พร้อมช่วยคุณค้นหาออฟฟิศที่ตอบโจทย์จากหลากหลายตัวเลือก และขนาด ติดต่อเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02 624 6471
Reference:



