การจัดพื้นที่ภายในออฟฟิศให้เป็น Common Space ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การใช้งาน สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และกระตุ้นความผูกพันต่อองค์กร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์อย่างอิสระ ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจ และแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรในระยะยาว
Common Space คืออะไร?
การทำความเข้าใจความหมาย และที่มาของพื้นที่ส่วนกลาง ช่วยให้มองเห็นภาพรวม และนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้อย่างเหมาะสม
ประวัติและพัฒนาการของ Common Space ในออฟฟิศยุคใหม่
การจัดออฟฟิศแบบเดิม ๆ จะเน้นการจัดพื้นที่แบบปิดคอก (Cubicle) เพื่อความเป็นส่วนตัว แต่รูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไปพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกันมากขึ้น จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็น Common Space คือพื้นที่เปิดโล่งที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อทำลายกำแพงกั้นระหว่างแผนก รองรับความยืดหยุ่นในการทำงาน และสร้างการพบปะแบบไม่เป็นทางการ
Common Space vs Break Room vs Lounge ต่างกันอย่างไร
ทั้ง 3 รูปแบบเป็นพื้นที่ส่วนรวมเหมือนกัน แต่ฟังก์ชันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
- Break Room คือห้องสำหรับรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ส่วน
- Lounge จะเน้นความเงียบสงบเพื่อการพักผ่อนทางสายตา
- Common Space เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่รวมการทำงานแบบไม่เป็นทางการ การประชุมย่อย และการพักผ่อนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

วัตถุประสงค์ในการสร้าง Common Space คืออะไร
การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางไม่ได้ทำขึ้นเพียงเพื่อความสวยงาม แต่มีจุดมุ่งหมายหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรและขับเคลื่อนองค์กร
1. ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน
การเปิดพื้นที่ให้คนจากฝ่ายต่าง ๆ ได้มีโอกาสพบปะกัน ช่วยทำลายข้อจำกัดในการสื่อสารระหว่างแผนก พนักงานที่ไม่มีโอกาสคุยงานกันสามารถพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและลดปัญหาความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน
2. เพิ่มทางเลือกในการทำงาน
การนั่งทำงานที่โต๊ะประจำตลอดทั้งวันอาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและสมองตื้อ พื้นที่ส่วนกลางจึงทำหน้าที่เป็นทางเลือกใหม่ในการทำงานเปลี่ยนบรรยากาศ ซึ่งส่งผลดีต่อการเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ
3. เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ
วัตถุประสงค์สำคัญคือการเป็นพื้นที่ให้พนักงานได้ผ่อนคลายความเครียดสะสมจากการทำงาน การได้เดินมาจิบกาแฟ ยืดเส้นยืดสาย หรือนั่งพักสายตาในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ช่วยลดความเหนื่อยล้าทางสมอง
4 ข้อดีของการมีพื้นที่ Common Space ในออฟฟิศคืออะไร?
ประโยชน์ของพื้นที่ส่วนกลางนี้ครอบคลุมทั้งในด้านของทรัพยากรบุคคลและประสิทธิภาพในการใช้สอยอาคาร
1. ส่งเสริมความสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างคนในองค์กร
การมีพื้นที่เปิดกว้างร่วมกันช่วยกระตุ้นให้เกิดบทสนทนาเล็ก ๆ หรือการระดมสมองแบบไม่เป็นทางการ กระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ ช่วยให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัว และทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานจากฝ่ายอื่นได้รวดเร็วขึ้น
2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่ออฟฟิศให้คุ้มทุกตารางเมตร
การจัดสรร Common Space ช่วยเปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นมุมใช้สอยที่มีประโยชน์ การออกแบบสเปซให้เชื่อมต่อกันโดยไม่มีผนังกั้นทึบยังช่วยให้ออฟฟิศดูโปร่งสบายตา กว้างขวาง และใช้งานได้หลากหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียว
3. สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และปรับเปลี่ยนได้ตามกิจกรรม
พื้นที่ส่วนกลางไม่มีข้อจำกัดในเรื่องฟังก์ชันถาวร จึงสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานสังสรรค์เล็ก ๆ การจัดฝึกอบรม หรือการต้อนรับแขกภายนอก ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน
4. ส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรยุคใหม่
การลงทุนสร้างพื้นที่ส่วนกลางที่สวยงามและตอบโจทย์การใช้งานจริง สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการใส่ใจในสุขภาวะของทีมงาน ที่ช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ไฟแรงให้อยากเข้ามาร่วมงาน และช่วยรักษาบุคลากรที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กรได้นานขึ้น
ในยุคที่การแข่งขันด้านบุคลากรสูง องค์กรที่มี Common Space ที่ดีมักถูกจัดอยู่ใน Great Place to Work ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูด Talent ระดับสูงได้มากกว่าออฟฟิศที่ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางที่น่าใช้งาน

6 เช็กลิสต์ Common Space ที่ดีควรเป็นอย่างไร?
ก่อนที่จะเริ่มลงมือปรับพื้นที่ การพิจารณาองค์ประกอบพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้พื้นที่ส่วนกลางใช้งานได้จริงและไม่ถูกปล่อยทิ้งร้าง
1. มีพื้นที่รองรับทั้งการทำงานเดี่ยวและทำงานร่วมกัน
การจัดสรรพื้นที่ต้องมีความสมดุล ควรแบ่งโซนให้ชัดเจน มีทั้งมุมที่เงียบสงบสำหรับผู้ที่ต้องการสมาธิ และมุมเปิดโล่งที่ใช้สำหรับนั่งคุยงานเป็นกลุ่ม เพื่อไม่ให้แต่ละกิจกรรมรบกวนซึ่งกันและกัน
2. มีอินเทอร์เน็ตและระบบเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน
ความเสถียรของระบบเครือข่าย Wi-Fi ในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางต้องมีความเร็วสูงและครอบคลุม รวมถึงต้องมีการติดตั้งปลั๊กไฟและช่องเสียบสายชาร์จตามจุดต่าง ๆ อย่างเพียงพอ
3. มีห้องประชุมและพื้นที่ส่วนกลางเพียงพอ
ปริมาณของพื้นที่และที่นั่งต้องสอดคล้องกับจำนวนพนักงาน มีการจัดวางมุมประชุมย่อยที่หยิบยกกระดานไวท์บอร์ดมาใช้งานได้ทันที เพื่อรองรับการคุยงานที่ต้องการความรวดเร็ว
4. มีบรรยากาศที่ช่วยให้ทำงานได้สะดวกและสบาย
การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ตามหลักสรีรศาสตร์ช่วยให้พนักงานนั่งทำงานได้อย่างสบาย นอกจากนี้ควรควบคุมบรรยากาศโดยให้อุณหภูมิ แสงสว่าง และเสียงรบกวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
5. มีระบบความปลอดภัยและการจัดการพื้นที่ที่ดี
ควรมีมาตรการดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหมุนเวียนจำนวนมาก รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยในการเข้า-ออกพื้นที่ และการจัดระเบียบของใช้ส่วนรวมอย่างเป็นระบบ
6. เดินทางสะดวกและรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work
ทำเลที่ตั้งของพื้นที่ควรอยู่ ในจุดที่ทุกคนเข้าถึงง่าย และออกแบบมาเพื่อรองรับพนักงานที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศเป็นบางวัน ให้สามารถเข้ามาใช้งานและเชื่อมต่อกับทีมที่ทำงานจากทางไกลได้อย่างราบรื่น
ควรมีหน้าจอแสดงผลหรืออุปกรณ์ Video Conferencing ติดตั้งพร้อมใช้งานอย่างน้อย 1 จุดในพื้นที่ Common Space เพื่อให้ทีม On-site สามารถประชุมร่วมกับทีม Remote ได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องจองห้องประชุมใหญ่

5 ไอเดียออกแบบ Common Space ที่เชื่อมโยงคนในองค์กรได้จริง ทำยังไง?
แนวทางการจัดสรรสเปซและฟังก์ชันการใช้งานเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนในบริษัท
1. โซนพักผ่อนสำหรับรีเฟรชระหว่างวัน
ควรเน้นการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ประเภทโซฟาผ้าเนื้อนุ่ม Bean Bag หรือมุมคาเฟ่ เพื่อมานั่งพักสายตา ฟังเพลง หรือรับประทานของว่างเพื่อรีเฟรชร่างกายจากความเหนื่อยล้า ชาร์จพลังงานให้พร้อมกลับไปทำงานในช่วงบ่าย
2. พื้นที่พูดคุยแบบไม่เป็นทางการ
ออกแบบให้เป็นลักษณะโต๊ะสูงพร้อมเก้าอี้สตูล หรือมุมนั่งเล่นแบบเปิดโล่ง เหมาะสำหรับการพูดคุยสั้น ๆ หรือการปรึกษาหารือแบบเร่งด่วนโดยไม่ต้องเสียเวลาจองห้องประชุมใหญ่ ช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ๆ
3. มุมทำงานแบบ Flexible Working
จัดวางโต๊ะแนวยาวที่ไม่มีเจ้าของประจำ เพื่อให้ทุกคนสามารถมานั่งทำงานได้ตามใจชอบ เพื่อเปลี่ยนมุมมองและสภาพแวดล้อมรอบตัว ช่วยลดความจำเจ และกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์
4. พื้นที่ประชุมย่อยสำหรับทีม
สร้างมุมประชุมกลุ่มขนาดเล็กโดยใช้ฉากกั้นแบบโปร่ง ชั้นวางหนังสือ หรือพาร์ทิชันที่ไม่ทึบสายตา เพื่อให้มีความเป็นส่วนตัวในระดับที่พอดีสำหรับการคุยงานภายในทีม แต่ยังคงรักษาความรู้สึกโปร่งโล่ง ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแบบเดิม
5. พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจด้วยธรรมชาติ
การนำแนวคิด Biophilic Design เข้ามาใช้ โดยการประดับต้นไม้ฟอกอากาศ จัดวางกระถางต้นไม้ตามมุมต่าง ๆ หรือออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้อยู่ติดกับหน้าต่างบานใหญ่เพื่อรับแสงธรรมชาติ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวสามารถช่วยลดความเครียด และความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี
ตัวอย่าง Common Space ในออฟฟิศชั้นนำในกรุงเทพฯ มีที่ไหนบ้าง?
การศึกษาแนวทางจากองค์กรชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ช่วยให้เห็นรูปแบบการจัดวางที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง
1. JLL Thailand
ออฟฟิศ JLL Thailand มีการออกแบบออฟฟิศที่เน้นพื้นที่เปิดโล่ง ด้วยรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid ทำให้โต๊ะทำงานของที่นี่จะเป็นแบบ Hot Seat ที่สามารถเลือกมุมทำงานเองได้ในทุก ๆ วัน ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศ ลดความจำเจในการทำงาน อีกทั้งยังออกแบบพื้นที่นั่งทำงานให้มีทั้งพื้นที่ที่เปิดโล่งช่วยให้พนักงานสามารถสื่อสาร แชร์ไอเดียกันได้ง่าย และพื้นที่สำหรับการประชุม หรือการคุยงานที่มีความเป็นส่วนตัวด้วย เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานที่หลากหลาย
2. Agoda
Agoda แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์และบริการอื่น ๆ ด้านการท่องเที่ยว ที่ออฟฟิศถูกออกแบบให้โดดเด่น เพื่อเติมความคิดสร้างสรรค์ให้พนักงาน โดยวางคอนเซปต์ออฟฟิศไว้คือ "Magic, Culture, and Adventure" ที่เน้นพื้นที่ให้มีความปลอดโปร่ง โล่งสบายตา ทุก ๆ พื้นที่เชื่อมต่อกันง่าย ช่วยให้พนักงานสามารถพูดคุยสื่อสาร กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งแต่ละชั้นจะออกแบบให้มีเรื่องราวที่แตกต่างกัน เพื่อให้บรรยากาศที่ต่างกันไป ช่วยกระตุ้นไอเดียสร้างสรรค์ และให้พนักงานไม่รู้สึกเบื่อกับบรรยากาศเดิม ๆ
3. Google Thailand
โดดเด่นด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทย มีมุมอาหารว่างและเครื่องดื่มคอยให้บริการตลอดวัน พร้อมเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองสูงสุด
4. SCB (Siam Commercial Bank)
SCB มีการปรับปรุงพื้นที่เดิม ๆ ให้เปิดกว้างมากขึ้น ภายใต้แนวคิด Activity-Based Workspace และ Co-Working Space ทำให้มีโซนพื้นที่ส่วนกลางที่กว้างขวาง กระตุ้นการทำงานร่วมกันภายในบรรยากาศเป็นกันเอง กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ช่วยลดความตึงเครียดและส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างแผนกอย่างลงตัว
งบประมาณในการสร้าง Common Space
การวางงบประมาณสร้าง Common Space ควรพิจารณาจากขนาดออฟฟิศและวัสดุที่ใช้ โดยออฟฟิศขนาดเล็กเน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวที่เคลื่อนย้ายง่าย ขนาดกลางอาจเพิ่มการกั้นโซนโปร่งตาและระบบเทคโนโลยี ส่วนองค์กรขนาดใหญ่ที่เน้นความพรีเมียม จะลงทุนกับวัสดุเก็บเสียงและระบบไฟอัจฉริยะเพื่อให้ใช้งานได้คุ้มค่าในระยะยาว
ข้อควรหลีกเลี่ยงในการออกแบบ Common Space
- การออกแบบพื้นที่กว้างจนเกินไปโดยไม่มีการแบ่งโซน
- การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เน้นแค่ความสวยงาม ไม่ทนทานต่อการใช้งานส่วนรวม
- ตั้งอยู่ใกล้โซนทำงานที่ต้องการความเงียบมากเกินไป ขาดการบำรุงรักษาและการจัดการที่ดี
- ไม่มีปลั๊กไฟหรือ Wi-Fi เข้าไม่ถึง พนักงานก็จะไม่สามารถยกงานมานั่งทำในโซนนี้ได้เลย
พื้นที่ Common Space คือพื้นที่ที่ช่วยให้คนในองค์กรสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างลงตัว ในบรรยากาศที่มีความสบาย ไม่เครียด ส่งเสริมการสื่อสาร สร้างวัฒนธรรมองค์กร และดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากเติบโตไปพร้อมกับบริษัท การลงทุนสร้างพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานจริงจะช่วยเปลี่ยนพลังงานในที่ทำงานให้กลายเป็นความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ก่อนที่จะเริ่มออกแบบ Common Space องค์กรต้องมีวิธีการเลือกออฟฟิศที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ในทำเลและโครงสร้างอาคารที่เอื้ออำนวยต่อการจัดสรรสเปซเสีย สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาทำเลที่ตั้งหรือต้องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์พื้นที่ทำงาน ให้ JLL ประเทศไทย ได้ช่วยคุณพิจารณา หาพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมของคุณจากหลากหลายตัวเลือกและขนาด ติดต่อเราเพื่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02 624 6471
Reference :



